พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : กิ๊กภัย
ตอนนี้ประเทศกำลังมีภัย
ภัยอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมเริ่มเลวร้าย นั่นคือ กิ๊กภัย
ภัยอย่างอื่อนเวลามาจะมีสิ่งเตือนก่อน เช่น อัคคีภัยมีควันไฟ อุทกภัย มีน้ำมา วาตภัยมีลมมา แต่กิ๊กภัย จะมาแบบเงียบๆ นะโยม
แต่พอเกิดเหตุจะเป็นภัยหึงหวงที่ร้ายแรง
และความหึงหวงก็เป็นแขกคนสำคัญลำดับตั้นๆ ของหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเสมอ
ระวังโยมจะเป็นรายต่อไป
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
พระมหาสมปอง
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
ธรรมะเช้านี้ โดย หลวงพ่อจรัญ
"ไม่ใช่ไปวัด...ไปหาให้พระช่วยนะ"
พระท่านช่วยไม่ได้...! ตถาคตเพียงชี้บอกหนทางให้เราเดิน ให้เราทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องแต่ถ้าท่านทำหน้าที่ไม่ถูกต้องปฏิบัติไม่ถูกทาง พระท่านจะช่วยได้ไหม?
ขออภัยที่จะขออนุญาตกล่าว...! ถ้าท่านดื่มเหล้าเมาสุรา เล่นการพนัน มีอบายมุขสนุกในสังคมแล้วก็ไปบนบานศาลกล่าวพระคงช่วยท่านไม่ได้อย่างแน่นอน ท่านอย่าโง่ต่อไป
ท่านจะเป็นชาวพุทธซังกะตายเป็นชาวพุทธแบบฟอร์มไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง
เข้าใจว่าพระพุทธศาสนา คือ เครื่องรางของขลัง เป่าหัวให้ลูกหน่อย จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่แม่เช่าหนังมาให้ลูกดูทุกวัน พระช่วยไม่ได้!
"หลวงปู่แหวน" ท่านออกบิณฑบาตร คนสิงห์บุรีไปรถทัวร์กัน 5 คน
หลวงปู่ท่านพูดกับคนสิงห์บุรีเมื่อ 20 ปีก่อนว่า
หลวงปู่ท่านพูดกับคนสิงห์บุรีเมื่อ 20 ปีก่อนว่า
"มาทำไมกันโยม? มาทำไม?"
"มาชมบารมีหลวงปู่"
"หลวงปู่เป็นยังไงหรือ? บารมีคืออะไรหรือ?"
ชาวสิงห์บุรีตอบท่านไม่ได้เลย.....
"โยม จะให้ธรรมะสักข้อ จะคิดได้หรือไม่ได้ ไม่ว่ากัน โยมไปชมเขาปลูกมะม่วงดกแล้วไปชมเขาปลูกทุเรียนดก ไปชมบ้านนั้นดี ชมบ้านโน้นดีแล้วโยมเคยปลูกมะม่วงของโยมสักต้นหนึ่งไหม? เคยปลูกทุเรียนไหม? คิดได้ไหมนี่?"
พวกสิงห์บุรีหาว่าหลวงปู่ด่า บารมีก็ยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร?
# พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558
14 ที่สุดในชีวิตเรา กับ พระมหาสมปอง
14 ที่สุดในชีวิตเรา กับ พระมหาสมปอง
..........................
..........................
1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน
Cr : Forward LINE
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558
ธรรมะจากพระมหาสมปอง : อันใดทำแล้วเดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
: ธรรมะจากพระมหาสมปอง :
บางคนใจดีชอบแจกของให้คนอื่น
จนทำให้ครอบครัวเดือนร้อน
อันใดทำแล้วเดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใจทำแล้วเดืีอนร้อนเรา ไม่เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใดทำแล้วไม่เดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใดทำแล้วไม่เดือนร้อนเรา ไม่เดือนร้อนเขา จงทำเถิด
นี้คือพระวจนะของพระพุทธองค์
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง : ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
พระมหาสมปอง : ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
อย่าหัวเราะเยาะคนอื่น เพราะต่างคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องข้ามผ่าน ในความง่ายของเรา เขากลับมองเป็นเรื่องยาก ในความยากของเราเขากลับมองเป็นเรื่องง่าย
คนที่โดดเด่นเป็นสง่าในปัจจุบัน เบื้องหลัง
เขาเหล่านั้นต้องหวานอมขมกลืนมาสักเท่าไหร่
ต่อให้ดูเหมือนมีความสุขและมีวาสนา
ในจิตใจของเขาอาจมีสิ่งที่ยากจะอธิบายให้ใครฟังได้
ไม่ว่าเป็นชีวิตของใคร ต่างก็ไม่ได้ง่ายเลย
หัวเราะเยาะคนอื่น ก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง
เคารพคนอื่น ก็คือการเคารพตัวเอง
ชีวิตใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ ชีวิตใครไม่เคยเหน็บหนาว ใครรับประกันว่าชีวิตนี้จะสมหวังเสมอไป!
เป็นมนุษย์ ควรมีความจริงใจ มีไมตรี
คนเรา มีชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง อย่าหวังให้ใครมาเข้าใจตัวเรา
เพราะบางครั้ง แม้แต่ตัวเรา ก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย
ในยามทุกข์ ในยามเหนื่อยล้า จงรู้จักปลอบตัวเอง
ต่อให้ไม่มีใครรัก ก็ต้องเข้มแข็ง
ไม่มีใครปรบมือให้ ก็ต้องยืดอกแสดงให้เต็มที่
ไม่มีใครชื่นชม ก็ต้องรักษาความดีงามนั้นไว้
ยามกลัดกลุ้ม ต้องรู้จักหาความสุข อย่าทิ้งวาสนาที่มี
ยามวุ่นวาย ต้องรู้จักพักผ่อน อย่าทิ้งสุขภาพที่แข็งแรง
ยามเหนื่อย ต้องรู้จักวางมือ อย่าทิ้งความสุข
บุพเพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องมีใจต่อกัน
มิตรสหาย ไม่ใช่คบตามอำเภอใจ แต่ต้องศรัทธาต่อกัน
ความรัก ไม่ใช่ละคร แต่ต้องรู้ถนอมรักษาต่อกัน
รู้จัก ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ต้องจริงใจต่อกัน
เข้าใจ ไม่ใช่ยังไงก็ได้ แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
ความจริงใจไร้ภาษา อยู่ที่รู้ถนอม อยู่ที่ใจจริง
คนเรานี้หนอ...
ต่อให้เก่งกล้า ก็ต้องพึ่งอาชาฝีเท้าดี
ต่อให้สละอุทิศ ก็ต้องอยู่ว่าใครรู้สำนึกคุณ
ต่อให้จริงใจ ก็ต้องถูกที่ ถูกคน
ต่อให้สุภาพนอบน้อม ก็ต้องอยู่ที่คนรู้คุณค่า
ขอเตือนผู้ที่แล้งน้ำใจดั่งบัวแล้งน้ำทั้งหลาย
จงรู้ไว้ใจอีกสักหน่อย
จงรู้ถนอมอีกสักหน่อย
ที่ทำดีกับคุณก็เพราะใส่ใจ มิใช่ติดหนี้คุณ
อย่ารอจนถึงวันหนึ่ง เขาจากไปอย่างไม่มีวันหันกลับมาอีก จึงรู้ค่าเมื่อได้สูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร คู่ชีวิตก็ดี
ความจริงใจยากได้มา
คนรู้ใจยากพบเจอ
ถนอมรักษาคนที่อยู่ตรงหน้าคุณไว้เถิด
คนที่เลี้ยงข้าวมื้อเย็นคุณมีมาก คนที่ซื้อข้าวมื้อเช้าให้คุณมีน้อย
คนที่เลี้ยงเหล้าคุณมีมาก คนที่ดูแลคุณยามเมามีน้อย
คนถามไถ่ยามคุณเจ็บป่วยมีมาก คนที่ซื้อยาพาคุณไปหาหมอมีน้อย
คนที่ชอบคุณ เอาใจคุณมีมาก คนที่ดีกับคุณสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบมีน้อย
คนที่ถามไถ่ทุกข์สุขมีมาก คนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมีน้อย
คนที่พูดคำโตโออวดมีมาก คนที่ช่วยเหลือยามยากมีน้อย
หากคุณมีคนเหล่านี้อยู่ข้างกาย ถนอมรักษาเขาเหล่านั้นไว้ อย่าให้หลุดมือ
ทางเส้นหนึ่ง เดินมาตั้งนาน เมื่อรู้ว่าเดินไปก็ไร้ความหมาย จงเปลี่ยนทิศทาง
เรื่องๆ หนึ่ง คิดมาตั้งนาน แต่ก็ยังเป็นปมแก้ไม่หาย จงคลายใจวางลง
คนบางคน คบมาตั้งนาน แต่ไม่เคยได้ความจริงใจ จงเลิกคบแล้วเดินจากไป
หากสิ่งที่ยึดมั่น ถือไว้เป็นเวลานาน แต่ไม่เคยเป็นสุข จงเลือก......วาง
Cr : Forward LINE
ไม่ว่าเป็นชีวิตของใคร ต่างก็ไม่ได้ง่ายเลย
หัวเราะเยาะคนอื่น ก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง
เคารพคนอื่น ก็คือการเคารพตัวเอง
ชีวิตใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ ชีวิตใครไม่เคยเหน็บหนาว ใครรับประกันว่าชีวิตนี้จะสมหวังเสมอไป!
เป็นมนุษย์ ควรมีความจริงใจ มีไมตรี
คนเรา มีชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง อย่าหวังให้ใครมาเข้าใจตัวเรา
เพราะบางครั้ง แม้แต่ตัวเรา ก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย
ในยามทุกข์ ในยามเหนื่อยล้า จงรู้จักปลอบตัวเอง
ต่อให้ไม่มีใครรัก ก็ต้องเข้มแข็ง
ไม่มีใครปรบมือให้ ก็ต้องยืดอกแสดงให้เต็มที่
ไม่มีใครชื่นชม ก็ต้องรักษาความดีงามนั้นไว้
ยามกลัดกลุ้ม ต้องรู้จักหาความสุข อย่าทิ้งวาสนาที่มี
ยามวุ่นวาย ต้องรู้จักพักผ่อน อย่าทิ้งสุขภาพที่แข็งแรง
ยามเหนื่อย ต้องรู้จักวางมือ อย่าทิ้งความสุข
บุพเพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องมีใจต่อกัน
มิตรสหาย ไม่ใช่คบตามอำเภอใจ แต่ต้องศรัทธาต่อกัน
ความรัก ไม่ใช่ละคร แต่ต้องรู้ถนอมรักษาต่อกัน
รู้จัก ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ต้องจริงใจต่อกัน
เข้าใจ ไม่ใช่ยังไงก็ได้ แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
ความจริงใจไร้ภาษา อยู่ที่รู้ถนอม อยู่ที่ใจจริง
คนเรานี้หนอ...
ต่อให้เก่งกล้า ก็ต้องพึ่งอาชาฝีเท้าดี
ต่อให้สละอุทิศ ก็ต้องอยู่ว่าใครรู้สำนึกคุณ
ต่อให้จริงใจ ก็ต้องถูกที่ ถูกคน
ต่อให้สุภาพนอบน้อม ก็ต้องอยู่ที่คนรู้คุณค่า
ขอเตือนผู้ที่แล้งน้ำใจดั่งบัวแล้งน้ำทั้งหลาย
จงรู้ไว้ใจอีกสักหน่อย
จงรู้ถนอมอีกสักหน่อย
ที่ทำดีกับคุณก็เพราะใส่ใจ มิใช่ติดหนี้คุณ
อย่ารอจนถึงวันหนึ่ง เขาจากไปอย่างไม่มีวันหันกลับมาอีก จึงรู้ค่าเมื่อได้สูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร คู่ชีวิตก็ดี
ความจริงใจยากได้มา
คนรู้ใจยากพบเจอ
ถนอมรักษาคนที่อยู่ตรงหน้าคุณไว้เถิด
คนที่เลี้ยงข้าวมื้อเย็นคุณมีมาก คนที่ซื้อข้าวมื้อเช้าให้คุณมีน้อย
คนที่เลี้ยงเหล้าคุณมีมาก คนที่ดูแลคุณยามเมามีน้อย
คนถามไถ่ยามคุณเจ็บป่วยมีมาก คนที่ซื้อยาพาคุณไปหาหมอมีน้อย
คนที่ชอบคุณ เอาใจคุณมีมาก คนที่ดีกับคุณสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบมีน้อย
คนที่ถามไถ่ทุกข์สุขมีมาก คนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมีน้อย
คนที่พูดคำโตโออวดมีมาก คนที่ช่วยเหลือยามยากมีน้อย
หากคุณมีคนเหล่านี้อยู่ข้างกาย ถนอมรักษาเขาเหล่านั้นไว้ อย่าให้หลุดมือ
ทางเส้นหนึ่ง เดินมาตั้งนาน เมื่อรู้ว่าเดินไปก็ไร้ความหมาย จงเปลี่ยนทิศทาง
เรื่องๆ หนึ่ง คิดมาตั้งนาน แต่ก็ยังเป็นปมแก้ไม่หาย จงคลายใจวางลง
คนบางคน คบมาตั้งนาน แต่ไม่เคยได้ความจริงใจ จงเลิกคบแล้วเดินจากไป
หากสิ่งที่ยึดมั่น ถือไว้เป็นเวลานาน แต่ไม่เคยเป็นสุข จงเลือก......วาง
Cr : Forward LINE
วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง : นิทานสิงโตกับเสือ
สิงโตกับเสือสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายทั้งสองต่างเพลี้ยงพล้ำให้แก่กัน ก่อนที่สิงโตจะสิ้นใจ ได้กล่าวกับเสือว่า
"หากท่านไม่คิดฮุบอาณาจักรของข้า เราก็คงไม่ต้องจบชีวิตกันเยี่ยงนี้!"
เสือได้ฟังก็รู้สึกตกใจ
"ข้าไม่เคยคิดฮุบดินแดนของท่าน ข้าเข้าใจว่าท่านจะกำจัดข้าออกจากป่าเสียอีก...!"
"หากท่านไม่คิดฮุบอาณาจักรของข้า เราก็คงไม่ต้องจบชีวิตกันเยี่ยงนี้!"
เสือได้ฟังก็รู้สึกตกใจ
"ข้าไม่เคยคิดฮุบดินแดนของท่าน ข้าเข้าใจว่าท่านจะกำจัดข้าออกจากป่าเสียอีก...!"
# การสื่อสาร คือหัวใจของการทำงานในทีม มีอะไรอย่าเก็บไว้ในใจ หรือคาดเดาทึกทักเอาเอง สื่อสารกันให้มาก เพื่อผู้อื่นจะได้เข้าใจเราและลดช่องทางการเข้าใจผิดต่อกันได้อย่างยอดเยี่ยม
.........................
.........................
นกตัวผู้ออกไปเก็บผลไม้มาเก็บไว้ที่รัง อีกกำชับไม่ให้ใครมาขโมย แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าแล้ง ผลไม้ที่มันหามา ก็เริ่มเหี่ยวเพราะถูกแดดดูดเอาน้ำไปเสียหมด
วันหนึ่ง มันสังเกตว่าปริมาณของผลไม้เริ่มลดน้อยลง มันคิดว่านกตัวเมียขโมยกิน ด้วยความโมโห มันจึงจิกนกตัวเมียตายไปด้วยความโกรธ
และแล้วฝนก็ตกติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้ผลไม้ที่เหี่ยวแห้งในรัง กลับเต่งตึงอิ่มน้ำดังเดิม เมื่อนกตัวผู้เห็นดังนั้น จึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่น่าเลย เราไม่น่าเข้าใจผิดเลย!"
วันหนึ่ง มันสังเกตว่าปริมาณของผลไม้เริ่มลดน้อยลง มันคิดว่านกตัวเมียขโมยกิน ด้วยความโมโห มันจึงจิกนกตัวเมียตายไปด้วยความโกรธ
และแล้วฝนก็ตกติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้ผลไม้ที่เหี่ยวแห้งในรัง กลับเต่งตึงอิ่มน้ำดังเดิม เมื่อนกตัวผู้เห็นดังนั้น จึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่น่าเลย เราไม่น่าเข้าใจผิดเลย!"
# เพื่อนร่วมงานและคนในทีมต้องมีความเชื่อมั่นและไว้ใจต่อกัน อย่าปล่อยให้ความลังเลสงสัยทำลายทีมงาน
.........................
.........................
นกสองตัวทะเลาะกันอยู่บนต้นไม้ ต่างก็ไม่ยอมซึ่งกัน ยิ่งมาเสียงและสีหน้าของมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น นกฝั่งซ้ายจึงคว้าเอาอะไรสักอย่างขวัางใส่นกฝั่งขวา
เมื่อสิ่งที่มันปาไปถูกนกฝั่งตรงข้าม มันตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มันปาไปนั้นก็คือไข่ฟองสุดท้ายเหลืออยู่ในรังของมัน...
เมื่อสิ่งที่มันปาไปถูกนกฝั่งตรงข้าม มันตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มันปาไปนั้นก็คือไข่ฟองสุดท้ายเหลืออยู่ในรังของมัน...
# ยามประสบกับเรื่องราว ต้องรู้รับมือด้วยความสงบนิ่ง โดยเฉพาะเวลาเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้ง คุณจะต้องมีสติในการรับมือ อย่าได้มุทะลุหรือเลือดร้อน เพราะมันไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด และจะทำให้เรื่องราวยิ่งแย่ลง สุดท้ายทีมของคุณนั่นแหละที่เสียหาย
.........................
.........................
เย็นวันหนึ่ง แพะเชิญหมามากินอาหารค่ำ มันเตรียมหญ้าที่ทั้งสดใหม่ไว้ต้อนรับหมา
เมื่อหมามาถึง มันฝืนใจกินหญ้าได้แค่ 2 คำ มันก็กินอีกต่อไปไม่ได้
เมื่อหมามาถึง มันฝืนใจกินหญ้าได้แค่ 2 คำ มันก็กินอีกต่อไปไม่ได้
ผ่านไป 2 วัน หมาก็เชื้อเชิญให้แพะมาทานอาหารเย็นที่บ้านเช่นกัน
หมานึกถึงอาหารที่แพะต้อนรับมันแล้ว ก็คิดในใจว่าจะต้องไม่ขี้เหนียวเหมือนแพะแน่นอน มันจะต้อนรับแพะไม่ให้ขาดตกบกพร่องเหมือนที่แพะทำกับมัน
มันเตรียมกระดูกซี่โครงอย่างดีไว้เต็มโต๊ะ
เมื่อแพะมาถึง กลับกินกระดูกไม่ได้แม้แต่คำเดียว!
หมานึกถึงอาหารที่แพะต้อนรับมันแล้ว ก็คิดในใจว่าจะต้องไม่ขี้เหนียวเหมือนแพะแน่นอน มันจะต้อนรับแพะไม่ให้ขาดตกบกพร่องเหมือนที่แพะทำกับมัน
มันเตรียมกระดูกซี่โครงอย่างดีไว้เต็มโต๊ะ
เมื่อแพะมาถึง กลับกินกระดูกไม่ได้แม้แต่คำเดียว!
# บางครั้ง สิ่งที่เราชอบคนอื่นอาจจะไม่ได้ชอบตาม อย่าบีบบังคับให้ใครๆ ต้องชอบเหมือนเรา ยามพบเจอกับปัญหา ต้องคิดแทนฝ่ายตรงข้าม เอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณจะเข้าใจปัญหาและผู้คนรอบข้างได้มากขึ้น
Cr : Forward LINE
บทสวดโพชฌงคปริตร การสวดมนต์ขจัดโรคร้าย
การสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไร โดย ธ.ธรรมรักษ์
ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า เมื่อครั้งที่ตัวเราเองหรือคนใกล้ชิดเกิดอาการเจ็บป่วยมากๆ มักจะมีการสวดมนต์และอธิษฐานจิตการสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์และการอธิษฐานนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจ และบางรายก็มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้หายป่วยได้ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่ผิดแต่เราต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้
ความเจ็บป่วยนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่กระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าป่วยเป็นก็เห็นธรรมได้ เราต้องพิจารณาตามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่างงมงายไร้เหตุผล
บทสวดมนต์ แท้ที่จริงแล้วก็คือบทที่ใช้สวดเพื่อระลึกถึง เช่น บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ใช้สวดเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการทำจิตให้แน่วแน่แล้วจึงได้เจริญภาวนา
การสวดมนต์หรือคาถาใดๆ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ที่ว่าป้องกันภัย หมายความว่า “ผู้ที่มีศีลดีแล้ว” แล้วเมื่อเจอปัญหาต่างๆ เวลาได้สวดมนต์หรือพระคาถาเพื่อให้จิตสงบ แล้วเจริญภาวนาจะทำให้ผู้ที่สวดนั้นได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาป้องกันภัย ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไปก็อาจจะไม่เป็นผล
การสวดมนต์คาถานั้น ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กจะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น
ในพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ หมายถึง “หลักธรรม บทสอนใจ” มากกว่า ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก
การสวดมนต์จึงกลายเป็นอุบาย กลวิธี ที่จะทำให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวเมื่อใจสงบอาการของกายก็จะสงบระงับตามไปด้วยเข้าทำนอง “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย” ซึ่งบทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลานุภาพเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยก็คือ บทสวดโพชฌงคปริตร
บทสวดโพชฌงคปริตรคืออะไร ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร
บทสวดนี้เป็นบทสวดสำคัญที่พระสงฆ์นิยมนำมาสวดในงานทำบุญคล้ายวันเกิด หรือสวดเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้มีพลังจิตในการสร้างสติขึ้นซึ่งบทนี้จะเกิดอานุภาพมากหากประกอบกับการบำเพ็ญจิตเจริญภาวนาควบคู่ไปด้วย
การที่เชื่อกันว่าบทสวดมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะ มีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธอยู่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก พระองค์จึงทรงแสดงบทสวดโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะให้ท่านได้ฟังและน้อมจิตปฏิบัติตาม
หลังจากฟังบทสวดและท่านพระมหากัสสปะได้พิจารณาธรรมตามก็พบว่า ท่านสามารถหายจากโรคได้ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธอยู่ในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นก็พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้
และเรื่องราวที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค
แต่ในความเป็นจริง พระไตรปิฎกกล่าวว่า โพชฌงคปริตรนั้นเป็น หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญาเป็นธรรมชั้นสูง เป็นคำสอนในการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน หากใจดี ร่างกายย่อมดีตาม
หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่า “องค์แห่งโพธิ” หรือ “องค์แห่งโพธิญาณ” เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ดังนั้นถ้าเราสวดมนต์บทนี้ด้วยความเข้าใจในสาระก็จะมองเห็นความเจ็บป่วยว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรม คือมองว่า เวลาที่ป่วยอยู่นี้แหละคือเวลาที่ดีที่จะได้พักผ่อนจิต ได้ปฏิบัติธรรม
บทสวดโพชฌงคปริตร
โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
คำแปล
โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ…
ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมโพชฌงค์ก็จะเข้าใจความธรรมดาของชีวิต ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีการแตกดับไปเป็นของธรรมดา เมื่อเข้าใจก็จะเห็นความแตกดับเป็นเรื่องที่ปกติ สิ่งใดเกิดมาสิ่งนั้นย่อมดับไป ก็จะทำให้มุ่งรักษาใจไม่ให้ป่วยนี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของโพชฌงคปริตร
การสวดขอขมากรรม
การสวดมนต์เพื่อการขอขมากรรมนั้น ถือเป็นหนึ่งบทสวดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสำนึกผิด ยอมรับผิดและต้องการขอขมาลาโทษจากเจ้ากรรมนายเวร ให้เขาอดโทษ ผ่อนปรนโทษ หรืออโหสิกรรมให้เพราะเราได้ไปล่วงเกินเขามาก่อน เมื่อได้ทำบุญใดๆ แล้วก็มักจะมีการสวดมนต์บทนี้เป็นการกล่าวขอขมาในการกระทำ
การสวดขอขมากรรมมีผลในทางจิตใจมาก ทำให้รู้สึกโปร่งเบาทั้งกายและจิต เหมือนได้ปลดแอกความผิด เพราะได้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องที่เจ้ากรรมนายเวรจะให้อภัยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละบุคคลได้ทำส่งให้เขามากน้อยแค่ไหน หากทำมากส่งให้มากเจ้ากรรมนายเวรย่อมอโหสิกรรมให้ได้เร็วยิ่งขึ้น
บทสวดขอขมากรรม
“หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย
หาก ข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่มีครอบครัว ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร
ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆโรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพาน เทอญ
หากมีผู้ใดเคย สร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ…”
จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





