พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : กิ๊กภัย
ตอนนี้ประเทศกำลังมีภัย
ภัยอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมเริ่มเลวร้าย นั่นคือ กิ๊กภัย
ภัยอย่างอื่อนเวลามาจะมีสิ่งเตือนก่อน เช่น อัคคีภัยมีควันไฟ อุทกภัย มีน้ำมา วาตภัยมีลมมา แต่กิ๊กภัย จะมาแบบเงียบๆ นะโยม
แต่พอเกิดเหตุจะเป็นภัยหึงหวงที่ร้ายแรง
และความหึงหวงก็เป็นแขกคนสำคัญลำดับตั้นๆ ของหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเสมอ
ระวังโยมจะเป็นรายต่อไป
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
ธรรมะเช้านี้ โดย หลวงพ่อจรัญ
"ไม่ใช่ไปวัด...ไปหาให้พระช่วยนะ"
พระท่านช่วยไม่ได้...! ตถาคตเพียงชี้บอกหนทางให้เราเดิน ให้เราทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องแต่ถ้าท่านทำหน้าที่ไม่ถูกต้องปฏิบัติไม่ถูกทาง พระท่านจะช่วยได้ไหม?
ขออภัยที่จะขออนุญาตกล่าว...! ถ้าท่านดื่มเหล้าเมาสุรา เล่นการพนัน มีอบายมุขสนุกในสังคมแล้วก็ไปบนบานศาลกล่าวพระคงช่วยท่านไม่ได้อย่างแน่นอน ท่านอย่าโง่ต่อไป
ท่านจะเป็นชาวพุทธซังกะตายเป็นชาวพุทธแบบฟอร์มไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง
เข้าใจว่าพระพุทธศาสนา คือ เครื่องรางของขลัง เป่าหัวให้ลูกหน่อย จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่แม่เช่าหนังมาให้ลูกดูทุกวัน พระช่วยไม่ได้!
"หลวงปู่แหวน" ท่านออกบิณฑบาตร คนสิงห์บุรีไปรถทัวร์กัน 5 คน
หลวงปู่ท่านพูดกับคนสิงห์บุรีเมื่อ 20 ปีก่อนว่า
หลวงปู่ท่านพูดกับคนสิงห์บุรีเมื่อ 20 ปีก่อนว่า
"มาทำไมกันโยม? มาทำไม?"
"มาชมบารมีหลวงปู่"
"หลวงปู่เป็นยังไงหรือ? บารมีคืออะไรหรือ?"
ชาวสิงห์บุรีตอบท่านไม่ได้เลย.....
"โยม จะให้ธรรมะสักข้อ จะคิดได้หรือไม่ได้ ไม่ว่ากัน โยมไปชมเขาปลูกมะม่วงดกแล้วไปชมเขาปลูกทุเรียนดก ไปชมบ้านนั้นดี ชมบ้านโน้นดีแล้วโยมเคยปลูกมะม่วงของโยมสักต้นหนึ่งไหม? เคยปลูกทุเรียนไหม? คิดได้ไหมนี่?"
พวกสิงห์บุรีหาว่าหลวงปู่ด่า บารมีก็ยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร?
# พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558
14 ที่สุดในชีวิตเรา กับ พระมหาสมปอง
14 ที่สุดในชีวิตเรา กับ พระมหาสมปอง
..........................
..........................
1. ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน
2. ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอวดดี
3. การกระทำที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกลวง
4. สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอิจฉาริษยา
5. ความผิดพลาดมหันต์ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การยอมแพ้ตัวเอง
6. สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การหลอกตัวเอง
7. สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความถดถอยของตัวเอง
8. สิ่งที่น่าสรรเสริญที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ ความอุตสาหะ วิริยะ
9. ความล้มละลายที่สุดในชีวิตเรา ก็คือความสิ้นหวัง
10. ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ สุขภาพที่สมบูรณ์
11. หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ หนี้บุญคุณ
12. ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้อภัยและความเมตตากรุณา
13. ข้อบกพร่องที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การมองโลกในแง่ร้ายและไร้เหตุผล
14. สิ่งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชีวิตเรา ก็คือ การให้ทาน
Cr : Forward LINE
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558
ธรรมะจากพระมหาสมปอง : อันใดทำแล้วเดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
: ธรรมะจากพระมหาสมปอง :
บางคนใจดีชอบแจกของให้คนอื่น
จนทำให้ครอบครัวเดือนร้อน
อันใดทำแล้วเดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใจทำแล้วเดืีอนร้อนเรา ไม่เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใดทำแล้วไม่เดือนร้อนเรา เดือนร้อนเขาอย่าทำ
อันใดทำแล้วไม่เดือนร้อนเรา ไม่เดือนร้อนเขา จงทำเถิด
นี้คือพระวจนะของพระพุทธองค์
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง : ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
พระมหาสมปอง : ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายเหมือนในละคร...
อย่าหัวเราะเยาะคนอื่น เพราะต่างคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องข้ามผ่าน ในความง่ายของเรา เขากลับมองเป็นเรื่องยาก ในความยากของเราเขากลับมองเป็นเรื่องง่าย
คนที่โดดเด่นเป็นสง่าในปัจจุบัน เบื้องหลัง
เขาเหล่านั้นต้องหวานอมขมกลืนมาสักเท่าไหร่
ต่อให้ดูเหมือนมีความสุขและมีวาสนา
ในจิตใจของเขาอาจมีสิ่งที่ยากจะอธิบายให้ใครฟังได้
ไม่ว่าเป็นชีวิตของใคร ต่างก็ไม่ได้ง่ายเลย
หัวเราะเยาะคนอื่น ก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง
เคารพคนอื่น ก็คือการเคารพตัวเอง
ชีวิตใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ ชีวิตใครไม่เคยเหน็บหนาว ใครรับประกันว่าชีวิตนี้จะสมหวังเสมอไป!
เป็นมนุษย์ ควรมีความจริงใจ มีไมตรี
คนเรา มีชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง อย่าหวังให้ใครมาเข้าใจตัวเรา
เพราะบางครั้ง แม้แต่ตัวเรา ก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย
ในยามทุกข์ ในยามเหนื่อยล้า จงรู้จักปลอบตัวเอง
ต่อให้ไม่มีใครรัก ก็ต้องเข้มแข็ง
ไม่มีใครปรบมือให้ ก็ต้องยืดอกแสดงให้เต็มที่
ไม่มีใครชื่นชม ก็ต้องรักษาความดีงามนั้นไว้
ยามกลัดกลุ้ม ต้องรู้จักหาความสุข อย่าทิ้งวาสนาที่มี
ยามวุ่นวาย ต้องรู้จักพักผ่อน อย่าทิ้งสุขภาพที่แข็งแรง
ยามเหนื่อย ต้องรู้จักวางมือ อย่าทิ้งความสุข
บุพเพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องมีใจต่อกัน
มิตรสหาย ไม่ใช่คบตามอำเภอใจ แต่ต้องศรัทธาต่อกัน
ความรัก ไม่ใช่ละคร แต่ต้องรู้ถนอมรักษาต่อกัน
รู้จัก ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ต้องจริงใจต่อกัน
เข้าใจ ไม่ใช่ยังไงก็ได้ แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
ความจริงใจไร้ภาษา อยู่ที่รู้ถนอม อยู่ที่ใจจริง
คนเรานี้หนอ...
ต่อให้เก่งกล้า ก็ต้องพึ่งอาชาฝีเท้าดี
ต่อให้สละอุทิศ ก็ต้องอยู่ว่าใครรู้สำนึกคุณ
ต่อให้จริงใจ ก็ต้องถูกที่ ถูกคน
ต่อให้สุภาพนอบน้อม ก็ต้องอยู่ที่คนรู้คุณค่า
ขอเตือนผู้ที่แล้งน้ำใจดั่งบัวแล้งน้ำทั้งหลาย
จงรู้ไว้ใจอีกสักหน่อย
จงรู้ถนอมอีกสักหน่อย
ที่ทำดีกับคุณก็เพราะใส่ใจ มิใช่ติดหนี้คุณ
อย่ารอจนถึงวันหนึ่ง เขาจากไปอย่างไม่มีวันหันกลับมาอีก จึงรู้ค่าเมื่อได้สูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร คู่ชีวิตก็ดี
ความจริงใจยากได้มา
คนรู้ใจยากพบเจอ
ถนอมรักษาคนที่อยู่ตรงหน้าคุณไว้เถิด
คนที่เลี้ยงข้าวมื้อเย็นคุณมีมาก คนที่ซื้อข้าวมื้อเช้าให้คุณมีน้อย
คนที่เลี้ยงเหล้าคุณมีมาก คนที่ดูแลคุณยามเมามีน้อย
คนถามไถ่ยามคุณเจ็บป่วยมีมาก คนที่ซื้อยาพาคุณไปหาหมอมีน้อย
คนที่ชอบคุณ เอาใจคุณมีมาก คนที่ดีกับคุณสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบมีน้อย
คนที่ถามไถ่ทุกข์สุขมีมาก คนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมีน้อย
คนที่พูดคำโตโออวดมีมาก คนที่ช่วยเหลือยามยากมีน้อย
หากคุณมีคนเหล่านี้อยู่ข้างกาย ถนอมรักษาเขาเหล่านั้นไว้ อย่าให้หลุดมือ
ทางเส้นหนึ่ง เดินมาตั้งนาน เมื่อรู้ว่าเดินไปก็ไร้ความหมาย จงเปลี่ยนทิศทาง
เรื่องๆ หนึ่ง คิดมาตั้งนาน แต่ก็ยังเป็นปมแก้ไม่หาย จงคลายใจวางลง
คนบางคน คบมาตั้งนาน แต่ไม่เคยได้ความจริงใจ จงเลิกคบแล้วเดินจากไป
หากสิ่งที่ยึดมั่น ถือไว้เป็นเวลานาน แต่ไม่เคยเป็นสุข จงเลือก......วาง
Cr : Forward LINE
ไม่ว่าเป็นชีวิตของใคร ต่างก็ไม่ได้ง่ายเลย
หัวเราะเยาะคนอื่น ก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง
เคารพคนอื่น ก็คือการเคารพตัวเอง
ชีวิตใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ ชีวิตใครไม่เคยเหน็บหนาว ใครรับประกันว่าชีวิตนี้จะสมหวังเสมอไป!
เป็นมนุษย์ ควรมีความจริงใจ มีไมตรี
คนเรา มีชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง อย่าหวังให้ใครมาเข้าใจตัวเรา
เพราะบางครั้ง แม้แต่ตัวเรา ก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลย
ในยามทุกข์ ในยามเหนื่อยล้า จงรู้จักปลอบตัวเอง
ต่อให้ไม่มีใครรัก ก็ต้องเข้มแข็ง
ไม่มีใครปรบมือให้ ก็ต้องยืดอกแสดงให้เต็มที่
ไม่มีใครชื่นชม ก็ต้องรักษาความดีงามนั้นไว้
ยามกลัดกลุ้ม ต้องรู้จักหาความสุข อย่าทิ้งวาสนาที่มี
ยามวุ่นวาย ต้องรู้จักพักผ่อน อย่าทิ้งสุขภาพที่แข็งแรง
ยามเหนื่อย ต้องรู้จักวางมือ อย่าทิ้งความสุข
บุพเพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องมีใจต่อกัน
มิตรสหาย ไม่ใช่คบตามอำเภอใจ แต่ต้องศรัทธาต่อกัน
ความรัก ไม่ใช่ละคร แต่ต้องรู้ถนอมรักษาต่อกัน
รู้จัก ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ต้องจริงใจต่อกัน
เข้าใจ ไม่ใช่ยังไงก็ได้ แต่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
ความจริงใจไร้ภาษา อยู่ที่รู้ถนอม อยู่ที่ใจจริง
คนเรานี้หนอ...
ต่อให้เก่งกล้า ก็ต้องพึ่งอาชาฝีเท้าดี
ต่อให้สละอุทิศ ก็ต้องอยู่ว่าใครรู้สำนึกคุณ
ต่อให้จริงใจ ก็ต้องถูกที่ ถูกคน
ต่อให้สุภาพนอบน้อม ก็ต้องอยู่ที่คนรู้คุณค่า
ขอเตือนผู้ที่แล้งน้ำใจดั่งบัวแล้งน้ำทั้งหลาย
จงรู้ไว้ใจอีกสักหน่อย
จงรู้ถนอมอีกสักหน่อย
ที่ทำดีกับคุณก็เพราะใส่ใจ มิใช่ติดหนี้คุณ
อย่ารอจนถึงวันหนึ่ง เขาจากไปอย่างไม่มีวันหันกลับมาอีก จึงรู้ค่าเมื่อได้สูญเสีย
ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตร คู่ชีวิตก็ดี
ความจริงใจยากได้มา
คนรู้ใจยากพบเจอ
ถนอมรักษาคนที่อยู่ตรงหน้าคุณไว้เถิด
คนที่เลี้ยงข้าวมื้อเย็นคุณมีมาก คนที่ซื้อข้าวมื้อเช้าให้คุณมีน้อย
คนที่เลี้ยงเหล้าคุณมีมาก คนที่ดูแลคุณยามเมามีน้อย
คนถามไถ่ยามคุณเจ็บป่วยมีมาก คนที่ซื้อยาพาคุณไปหาหมอมีน้อย
คนที่ชอบคุณ เอาใจคุณมีมาก คนที่ดีกับคุณสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบมีน้อย
คนที่ถามไถ่ทุกข์สุขมีมาก คนที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมีน้อย
คนที่พูดคำโตโออวดมีมาก คนที่ช่วยเหลือยามยากมีน้อย
หากคุณมีคนเหล่านี้อยู่ข้างกาย ถนอมรักษาเขาเหล่านั้นไว้ อย่าให้หลุดมือ
ทางเส้นหนึ่ง เดินมาตั้งนาน เมื่อรู้ว่าเดินไปก็ไร้ความหมาย จงเปลี่ยนทิศทาง
เรื่องๆ หนึ่ง คิดมาตั้งนาน แต่ก็ยังเป็นปมแก้ไม่หาย จงคลายใจวางลง
คนบางคน คบมาตั้งนาน แต่ไม่เคยได้ความจริงใจ จงเลิกคบแล้วเดินจากไป
หากสิ่งที่ยึดมั่น ถือไว้เป็นเวลานาน แต่ไม่เคยเป็นสุข จงเลือก......วาง
Cr : Forward LINE
วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง : นิทานสิงโตกับเสือ
สิงโตกับเสือสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายทั้งสองต่างเพลี้ยงพล้ำให้แก่กัน ก่อนที่สิงโตจะสิ้นใจ ได้กล่าวกับเสือว่า
"หากท่านไม่คิดฮุบอาณาจักรของข้า เราก็คงไม่ต้องจบชีวิตกันเยี่ยงนี้!"
เสือได้ฟังก็รู้สึกตกใจ
"ข้าไม่เคยคิดฮุบดินแดนของท่าน ข้าเข้าใจว่าท่านจะกำจัดข้าออกจากป่าเสียอีก...!"
"หากท่านไม่คิดฮุบอาณาจักรของข้า เราก็คงไม่ต้องจบชีวิตกันเยี่ยงนี้!"
เสือได้ฟังก็รู้สึกตกใจ
"ข้าไม่เคยคิดฮุบดินแดนของท่าน ข้าเข้าใจว่าท่านจะกำจัดข้าออกจากป่าเสียอีก...!"
# การสื่อสาร คือหัวใจของการทำงานในทีม มีอะไรอย่าเก็บไว้ในใจ หรือคาดเดาทึกทักเอาเอง สื่อสารกันให้มาก เพื่อผู้อื่นจะได้เข้าใจเราและลดช่องทางการเข้าใจผิดต่อกันได้อย่างยอดเยี่ยม
.........................
.........................
นกตัวผู้ออกไปเก็บผลไม้มาเก็บไว้ที่รัง อีกกำชับไม่ให้ใครมาขโมย แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าแล้ง ผลไม้ที่มันหามา ก็เริ่มเหี่ยวเพราะถูกแดดดูดเอาน้ำไปเสียหมด
วันหนึ่ง มันสังเกตว่าปริมาณของผลไม้เริ่มลดน้อยลง มันคิดว่านกตัวเมียขโมยกิน ด้วยความโมโห มันจึงจิกนกตัวเมียตายไปด้วยความโกรธ
และแล้วฝนก็ตกติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้ผลไม้ที่เหี่ยวแห้งในรัง กลับเต่งตึงอิ่มน้ำดังเดิม เมื่อนกตัวผู้เห็นดังนั้น จึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่น่าเลย เราไม่น่าเข้าใจผิดเลย!"
วันหนึ่ง มันสังเกตว่าปริมาณของผลไม้เริ่มลดน้อยลง มันคิดว่านกตัวเมียขโมยกิน ด้วยความโมโห มันจึงจิกนกตัวเมียตายไปด้วยความโกรธ
และแล้วฝนก็ตกติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้ผลไม้ที่เหี่ยวแห้งในรัง กลับเต่งตึงอิ่มน้ำดังเดิม เมื่อนกตัวผู้เห็นดังนั้น จึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่น่าเลย เราไม่น่าเข้าใจผิดเลย!"
# เพื่อนร่วมงานและคนในทีมต้องมีความเชื่อมั่นและไว้ใจต่อกัน อย่าปล่อยให้ความลังเลสงสัยทำลายทีมงาน
.........................
.........................
นกสองตัวทะเลาะกันอยู่บนต้นไม้ ต่างก็ไม่ยอมซึ่งกัน ยิ่งมาเสียงและสีหน้าของมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น นกฝั่งซ้ายจึงคว้าเอาอะไรสักอย่างขวัางใส่นกฝั่งขวา
เมื่อสิ่งที่มันปาไปถูกนกฝั่งตรงข้าม มันตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มันปาไปนั้นก็คือไข่ฟองสุดท้ายเหลืออยู่ในรังของมัน...
เมื่อสิ่งที่มันปาไปถูกนกฝั่งตรงข้าม มันตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มันปาไปนั้นก็คือไข่ฟองสุดท้ายเหลืออยู่ในรังของมัน...
# ยามประสบกับเรื่องราว ต้องรู้รับมือด้วยความสงบนิ่ง โดยเฉพาะเวลาเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้ง คุณจะต้องมีสติในการรับมือ อย่าได้มุทะลุหรือเลือดร้อน เพราะมันไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด และจะทำให้เรื่องราวยิ่งแย่ลง สุดท้ายทีมของคุณนั่นแหละที่เสียหาย
.........................
.........................
เย็นวันหนึ่ง แพะเชิญหมามากินอาหารค่ำ มันเตรียมหญ้าที่ทั้งสดใหม่ไว้ต้อนรับหมา
เมื่อหมามาถึง มันฝืนใจกินหญ้าได้แค่ 2 คำ มันก็กินอีกต่อไปไม่ได้
เมื่อหมามาถึง มันฝืนใจกินหญ้าได้แค่ 2 คำ มันก็กินอีกต่อไปไม่ได้
ผ่านไป 2 วัน หมาก็เชื้อเชิญให้แพะมาทานอาหารเย็นที่บ้านเช่นกัน
หมานึกถึงอาหารที่แพะต้อนรับมันแล้ว ก็คิดในใจว่าจะต้องไม่ขี้เหนียวเหมือนแพะแน่นอน มันจะต้อนรับแพะไม่ให้ขาดตกบกพร่องเหมือนที่แพะทำกับมัน
มันเตรียมกระดูกซี่โครงอย่างดีไว้เต็มโต๊ะ
เมื่อแพะมาถึง กลับกินกระดูกไม่ได้แม้แต่คำเดียว!
หมานึกถึงอาหารที่แพะต้อนรับมันแล้ว ก็คิดในใจว่าจะต้องไม่ขี้เหนียวเหมือนแพะแน่นอน มันจะต้อนรับแพะไม่ให้ขาดตกบกพร่องเหมือนที่แพะทำกับมัน
มันเตรียมกระดูกซี่โครงอย่างดีไว้เต็มโต๊ะ
เมื่อแพะมาถึง กลับกินกระดูกไม่ได้แม้แต่คำเดียว!
# บางครั้ง สิ่งที่เราชอบคนอื่นอาจจะไม่ได้ชอบตาม อย่าบีบบังคับให้ใครๆ ต้องชอบเหมือนเรา ยามพบเจอกับปัญหา ต้องคิดแทนฝ่ายตรงข้าม เอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณจะเข้าใจปัญหาและผู้คนรอบข้างได้มากขึ้น
Cr : Forward LINE
บทสวดโพชฌงคปริตร การสวดมนต์ขจัดโรคร้าย
การสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไร โดย ธ.ธรรมรักษ์
ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า เมื่อครั้งที่ตัวเราเองหรือคนใกล้ชิดเกิดอาการเจ็บป่วยมากๆ มักจะมีการสวดมนต์และอธิษฐานจิตการสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์และการอธิษฐานนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจ และบางรายก็มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้หายป่วยได้ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่ผิดแต่เราต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้
ความเจ็บป่วยนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่กระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าป่วยเป็นก็เห็นธรรมได้ เราต้องพิจารณาตามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่างงมงายไร้เหตุผล
บทสวดมนต์ แท้ที่จริงแล้วก็คือบทที่ใช้สวดเพื่อระลึกถึง เช่น บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ใช้สวดเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการทำจิตให้แน่วแน่แล้วจึงได้เจริญภาวนา
การสวดมนต์หรือคาถาใดๆ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ที่ว่าป้องกันภัย หมายความว่า “ผู้ที่มีศีลดีแล้ว” แล้วเมื่อเจอปัญหาต่างๆ เวลาได้สวดมนต์หรือพระคาถาเพื่อให้จิตสงบ แล้วเจริญภาวนาจะทำให้ผู้ที่สวดนั้นได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาป้องกันภัย ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไปก็อาจจะไม่เป็นผล
การสวดมนต์คาถานั้น ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กจะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น
ในพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ หมายถึง “หลักธรรม บทสอนใจ” มากกว่า ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก
การสวดมนต์จึงกลายเป็นอุบาย กลวิธี ที่จะทำให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวเมื่อใจสงบอาการของกายก็จะสงบระงับตามไปด้วยเข้าทำนอง “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย” ซึ่งบทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลานุภาพเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยก็คือ บทสวดโพชฌงคปริตร
บทสวดโพชฌงคปริตรคืออะไร ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร
บทสวดนี้เป็นบทสวดสำคัญที่พระสงฆ์นิยมนำมาสวดในงานทำบุญคล้ายวันเกิด หรือสวดเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้มีพลังจิตในการสร้างสติขึ้นซึ่งบทนี้จะเกิดอานุภาพมากหากประกอบกับการบำเพ็ญจิตเจริญภาวนาควบคู่ไปด้วย
การที่เชื่อกันว่าบทสวดมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะ มีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธอยู่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก พระองค์จึงทรงแสดงบทสวดโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะให้ท่านได้ฟังและน้อมจิตปฏิบัติตาม
หลังจากฟังบทสวดและท่านพระมหากัสสปะได้พิจารณาธรรมตามก็พบว่า ท่านสามารถหายจากโรคได้ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธอยู่ในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นก็พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้
และเรื่องราวที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค
แต่ในความเป็นจริง พระไตรปิฎกกล่าวว่า โพชฌงคปริตรนั้นเป็น หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญาเป็นธรรมชั้นสูง เป็นคำสอนในการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน หากใจดี ร่างกายย่อมดีตาม
หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่า “องค์แห่งโพธิ” หรือ “องค์แห่งโพธิญาณ” เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ดังนั้นถ้าเราสวดมนต์บทนี้ด้วยความเข้าใจในสาระก็จะมองเห็นความเจ็บป่วยว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรม คือมองว่า เวลาที่ป่วยอยู่นี้แหละคือเวลาที่ดีที่จะได้พักผ่อนจิต ได้ปฏิบัติธรรม
บทสวดโพชฌงคปริตร
โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
คำแปล
โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ…
ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมโพชฌงค์ก็จะเข้าใจความธรรมดาของชีวิต ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีการแตกดับไปเป็นของธรรมดา เมื่อเข้าใจก็จะเห็นความแตกดับเป็นเรื่องที่ปกติ สิ่งใดเกิดมาสิ่งนั้นย่อมดับไป ก็จะทำให้มุ่งรักษาใจไม่ให้ป่วยนี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของโพชฌงคปริตร
การสวดขอขมากรรม
การสวดมนต์เพื่อการขอขมากรรมนั้น ถือเป็นหนึ่งบทสวดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสำนึกผิด ยอมรับผิดและต้องการขอขมาลาโทษจากเจ้ากรรมนายเวร ให้เขาอดโทษ ผ่อนปรนโทษ หรืออโหสิกรรมให้เพราะเราได้ไปล่วงเกินเขามาก่อน เมื่อได้ทำบุญใดๆ แล้วก็มักจะมีการสวดมนต์บทนี้เป็นการกล่าวขอขมาในการกระทำ
การสวดขอขมากรรมมีผลในทางจิตใจมาก ทำให้รู้สึกโปร่งเบาทั้งกายและจิต เหมือนได้ปลดแอกความผิด เพราะได้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องที่เจ้ากรรมนายเวรจะให้อภัยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละบุคคลได้ทำส่งให้เขามากน้อยแค่ไหน หากทำมากส่งให้มากเจ้ากรรมนายเวรย่อมอโหสิกรรมให้ได้เร็วยิ่งขึ้น
บทสวดขอขมากรรม
“หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย
หาก ข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่มีครอบครัว ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร
ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆโรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพาน เทอญ
หากมีผู้ใดเคย สร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ…”
จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 5 บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เจ้าตำรับธรรมะเดลิเวอรี่ สูตรขำกลิ้ง แต่ไม่ทิ้งธรรม
พระสงฆ์ในความคิดของคุณควรเป็นอย่างไร คำตอบที่ผุดขึ้นในใจของใครหลายคนคงเป็นภาพพระภิกษุที่ดูนิ่ง สงบ สุขุม มีบุคลิกภาพของผู้คงแก่เรียน แต่ภาพที่ว่านี้อาจเปลี่ยนไป หากคุณได้พบและได้ฟังพระหนุ่มวัยสามสิบรูปนี้เทศน์สักครั้ง
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นพระหนุ่มที่มีลีลาการเทศน์สนุกสนานโดนใจวัยรุ่นที่สุดรูปหนึ่งในยุคนี้ ท่านสามารถเรียกเสียงฮาจากผู้ฟังได้ทุกครั้ง ด้วยลูกเล่นที่แพรวพราวเต็มไปด้วยมุกตลก จนสร้างชื่อให้ “หลวงพี่สมปอง” กลายเป็นขวัญใจมหาชนทุกเพศทุกวัยในเวลาอันรวดเร็ว
ทว่าวิธีการเทศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็ส่งผลให้เกิดคำถามในเรื่องความเหมาะสมอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้เคยแสดงทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่า
“ในขณะที่ใครหลายคนอาจมองว่าท่านเป็นพระหนุ่มที่คึกคะนอง เล่นมากไปเนื้อหาสาระน้อยไป แต่เมื่อขึ้นตาชั่ง หักลบกลบเสียแล้ว ถือว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นไทยหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น”
ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร สังคมจะมองท่านในแง่ไหน ก็ต้องถือว่าพระมหาสมปองได้ก้าวเข้ามาในเส้นทางของพระนักเทศน์ไกลมากแล้ว
จากจุดแรกที่ต้องอดหลับอดนอน ทำจดหมายเสนอตัวไปบรรยายตามโรงเรียนต่าง ๆ วันนี้ท่านคือพระนักเทศน์ที่ฮ็อตที่สุดก็ว่าได้ มีคิวเดินสายบรรยายธรรมไปทั่วประเทศ ดูเหมือนว่าธรรมะเดลิเวอรี่ที่ท่านพร้อมเสิร์ฟถึงบ้าน…จะเป็นที่ถูกปากถูกใจญาติโยมอยู่ไม่น้อย!
ตอนส่งจดหมายแนะนำตัวไปยังสถานที่ต่างๆ ตอนนั้นหลวงพี่มีเป้าหมายอะไรครับ
ตอนนั้นอันดับแรกคือ อาตมาอยากทำงาน อยากบรรยายธรรม เหมือนคนร่ำเรียนมาแล้วร้อนวิชา อยากเผยแผ่ธรรมะออกไป ดังหลักธรรมที่ว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง” พระอย่างอาตมาคงไม่มีบารมีพอที่จะไปสร้างอาคารใหญ่ ๆ หรือแจกวัตถุอะไร เลยขอทำในสิ่งที่เราทำได้ก่อน โดยไม่ต้องรอว่าโด่งดังก่อนแล้วค่อยทำ เวลานั้นอาตมาก็ถือว่ายังโนเนมอยู่ แม้จะทำค่ายอบรมธรรมะมาบ้าง แต่เต็มที่เดือนหนึ่งก็ได้แค่สิบงาน ขณะที่เราอยากทำงานเยอะ ๆ อีกอย่างหนึ่ง อาตมาอยากกำหนดเส้นทางของตัวเอง ไม่อยากถูกจำกัดให้ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยถนัด เช่น เทศน์เรื่องที่เป็นวิชาการมาก ๆ ด้วยเหตุผลทั้งหมด อาตมาก็เลยส่งหนังสือแนะนำตัวไปยังโรงเรียนหรือองค์กรต่าง ๆ เป็นพันแห่ง โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องมีชื่อเสียงตามมา
หลวงพี่มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับชื่อเสียง ซึ่งถือเป็นบ่อเกิดของกิเลสอย่างหนึ่ง
อาตมาขออนุญาตอ้างคำพูดของท่าน ว.วชิรเมธี ที่ว่า “ชื่อเสียงคือสะพานที่เชื่อมให้เราทำงานได้มากขึ้น” แค่นั้นเอง ตัวอาตมาเองก็ไม่ได้ยึดติดกับชื่อเสียง เราสนใจแค่ว่าได้บรรยายธรรมมากขึ้น แต่ถามว่าอาตมาจะมุ่งหลุดพ้นจากกิเลสเหมือนที่พระสายปฏิบัติตั้งเป้าเอาไว้แค่อย่างเดียวไหม ก็คงไม่ อาตมาเป็นคามวาสีครับ เป็นพระบ้านที่ต้องอยู่กับโลก อยู่กับสังคม ต้องวิเคราะห์ข่าวและสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านหูผ่านตา อาจจะมีแซวดาราบ้าง แซวพระด้วยกันบ้าง แล้วค่อยให้ข้อคิดไป ไม่ได้หลุดออกไปสู่อรัญวาสีหรือเป็นพระป่า เมื่อคิดได้เช่นนี้ เราก็สามารถอยู่กับพิษภัยรอบตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือการนินทาว่าร้าย เราจะไม่รู้สึกเดือดร้อน ถ้าเรามีจิตใจที่หนักแน่น มีจิตใจที่มุ่งมั่นในความดี พิษภัยต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เปรียบเหมือนเราเป็นลิ้นงูที่อยู่ในปากงู ลิ้นงูไม่ได้รับอันตรายจากพิษงูเลย อาตมาจึงสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และถือว่าการไปให้ธรรมะก็เป็นการฝึกปรือธรรมะให้ตัวเราในคราวเดียวกันด้วย อาตมาคิดว่า หากพระภิกษุสามเณรได้มีเวทีสำหรับเผยแผ่ธรรมะ ท่านจะภูมิใจในตัวเองและอยากอยู่ในวงการนี้นาน ๆ
แล้วหลวงพี่เคยคิดอยากออกจากวงการนี้ไหมครับ
มีบ้างครับ ภิกษุสามเณรน้อยย่อม เคยมีความรู้สึกนั้นเป็นธรรมดา เป็นต้นว่า อยากออกไปทำงาน อยากออกไปเรียนต่อที่นั่นที่นี่ แต่จังหวะชีวิตมักจะพอดีเสมอคือ พอเรียนบาลีได้ธรรมเสร็จ ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งพอจบปริญญาตรี ก็มักจะมีพระลาสิกขาเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทกันเยอะ อาตมาเอง ตอนไปสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็อธิษฐานไว้ว่าถ้าสอบติดจะบวชต่อ พอสอบติดก็เลยเรียนจนกระทั่งจบมาก็ได้ทำงานออกสื่อต่าง ๆ มากมาย เรียกว่างานเข้ามาเยอะ จังหวะเลยต่อเนื่องได้ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการทำงานด้วยความสุข และเวลาทำงาน อาตมาจะคิดเสมอว่า เราเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ไทย เวลาจะพูดตอบ หรือทำอะไร ก็ตระหนักรู้อยู่ตลอดว่าต้องทำให้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระรุ่นพ่อรุ่นพี่ท่านปฏิบัติกันมา
ในมุมมองของหลวงพี่ ถ้าไม่ขำธรรมะจะถึงใจคนรุ่นใหม่ได้ไหมครับ
ถึงครับ คือสไตล์การเทศน์มีหลากหลายรูปแบบ เหมือนกับวัดที่มีทั้งวัดสร้าง วัดเสก วัดสอน วัดสงบ วัดสนุก วัดสร้าง ก็โอ้โฮ สร้างกันทั้งวันทั้งคืน วัดสอนก็มีแต่ธรรมะ พระเทศน์ทั้งวัน แม้แต่ต้นไม้ยังพูดได้ ติดป้ายสอนใจไว้ที่ต้นไม้ วัดเสกก็เสกกันใหญ่เลย ซึ่งอาตมาก็ไม่ดูถูกนะ ถ้ามีวัตถุประสงค์ดี นำรายได้ไปสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล อาตมาก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีในมุมหนึ่ง ส่วนวัดสงบนั้น พอเข้าไปแล้วก็ต้องปิดวาจา ไม่พูดกันสักคำ แต่ถ้าชอบสนุก คุณก็เข้าไปวัดที่จัดงานบ่อย ๆ ชอบชิงช้าสวรรค์ ปาเป้า สาวน้อยตกน้ำ คุณก็ไปสัมผัสกันได้ หรือคนเดียว สามารถไปได้ทุกวัด วันนี้ผมไปวัดสนุก วันนี้ผมอยากสงบ ผมอยากปฏิบัติ วันนี้ผมอยากได้คำสอน วันนี้อยากตอบโต้กันเยอะ ๆ หรือวันนี้ผมอยากจะสร้างอะไร เป็นรูปธรรม ผมอยากสร้างโรงเรียนเด็กก่อนเกณฑ์…แล้วแต่คุณจะเลือก เหมือนมีเมนูอาหารให้เลือก บุญก็น่าจะมีเมนูบุญให้เลือก ทำแบบไหนก็ได้เหมือนกัน
การเผยแผ่ธรรมะก็น่าจะมีได้หลายเมนูใช่ไหมครับ
ใช่ การเผยแผ่ธรรมะมีหลายสไตล์ มีทั้งแบบวิชาการ แบบสนุก และแบบกดดัน แบบหลังนี่อาตมาเคยไปเจอครั้งหนึ่งที่ค่ายธรรมะ แค่จะให้เด็ก ๆ เก็บเสื่อ เก็บหมอน พระท่านพูดกระตุ้นถึงขั้นว่า การเก็บเสื่อ เก็บหมอนเป็นเรื่องระดับชาติ เช่น ประเทศไทยเราสูญเสียดินแดนไป 14 ครั้ง เพราะอะไร เพราะคนไทยไม่รัก ไม่สามัคคีกัน ดังนั้น ต้องช่วยกันเก็บเสื่อเก็บหมอน แบบนี้ เรียกว่าสไตล์กดดัน
ส่วนสไตล์ของอาตมา คือ ค่อย ๆ ให้ธรรมะซึมเข้าไป ได้ยิ้มบ้าง ได้หัวเราะบ้าง แล้วค่อย ๆ เกิดสมาธิ ตอนแรกเหมือนไม่ได้อะไร เหมือนฟังเพลิน ๆ ค่อย ๆ สะกิดไปทีละนิดทีละหน่อย แต่นานไปก็จะค่อย ๆ สั่งสม เหมือนต้นโกสนที่ตอนแรก ไม่มีราคาเลย แต่พอถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกชอบ เห็นว่ามีคุณค่า ทีนี้แพงเท่าไรก็ซื้อ
หลวงพี่กังวลไหมครับว่าบางทีอารมณ์ขันอาจทำให้คนฟังไม่จริงจังกับสาระที่เทศน์ไป
ความสนุกนั้นเหมือนโมโนโซเดียมกลูทาเมต (หัวเราะ) อาตมาจะบอกเสมอว่าความสนุกก็เหมือนน้ำตาลที่เคลือบยาขม เอาไว้ข้างใน แก่นธรรมะที่เข้มข้นทั้งหลายนั้นอยู่ข้างใน ความสนุกที่เคลือบอยู่เป็นประตูที่เปิดเข้าไปสู่หัวใจเขา เหมือนเวลาเราจะเข้าบ้านใคร กดกริ่งก็แล้ว เคาะก็แล้ว แต่ถ้าเขาไม่เปิด เราก็เข้าไม่ได้นะ ถึงอาตมาจะบอกว่าเรามีแก่น แถมมีช็อตเด็ด รออยู่นะ แต่ถ้าเขาเดินหนีไปด้วยความคิดที่ว่า “พระเทศน์คงน่าเบื่อ” ก็น่าเสียดายเรื่องความสนุกนั้นต้องวิเคราะห์ให้ถูก เราสนุกเพื่อเปิดประตูใจคน ไม่ได้สนุกเพื่อสนุก อาตมาจะเทศน์แบบจริงจัง เทศน์จากใบลานเลยก็ได้นะ คนแก่คนเฒ่าชอบฟัง แต่เด็ก ๆ เดินหนีเพราะว่าน่าเบื่อ ฉะนั้น ถ้าคนต้องการความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เราก็จัดให้เขาหน่อย อย่างอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ท่านเสียงดัง
เวลาพูดทีมีคำสบถคำหยาบออกมาเรื่อย ๆ บางคนอาจจะคิดว่าอาจารย์เฉลิมชัยวาดรูปพระพุทธเจ้า วาดรูปสวรรค์ แต่คำพูดนรกมาก แล้วเดินหนีไปเลย แต่ถ้าลองคุยดูจะรู้ว่า คำท่านน่ะสบถ แต่ใจท่านมีแต่ธรรมะ ฟังแล้วได้อะไรเยอะมากอย่างนี้ เป็นต้น อาตมาไม่เชื่อหรอกว่าคนจะแยกแยะ ไม่ออก ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อ หรือติดแต่ความสนุกจนไม่เอาสาระที่ได้ไปใช้ในชีวิตเลย
หลวงพี่ดูอารมณ์ดีตลอดเวลาแบบนี้ มีวิธีสร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์อย่างไรบ้างครับ
อาตมาเองก็เคยผ่านความทุกข์หนัก ๆ มาเหมือนกันนะ เคยสอบตกบาลีตอนที่เป็นเณร ต้องขอเท้าความก่อนว่า ตอนเด็ก ๆ เคยสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด คือทั้งห้องมีอยู่ 9 คนน่ะครับ เราแค่เรียนดีกว่าเพื่อนอีก 8 คนเท่านั้นเอง พอมาเรียนบาลีปีแรก ก็ตกเลย ทั้งที่เรารู้สึกว่าทำข้อสอบได้ ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไฟไหม้กุฏิ ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน พอออกมากลับสอบได้ อาตมาสับสนและหาคำตอบ ให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเราถึงสอบตกอยู่รูปเดียว แล้วการสอบบาลีเมื่อก่อนโหดร้ายมาก ไม่มีซ่อมครับ ต่างกับยุคนี้ที่ซ่อมได้ เดือนนี้สอบตก เดือนหน้าก็ไปสอบใหม่ได้ แต่รุ่นอาตมายังไม่มี ถ้าสอบตกก็ต้องเสียเวลาทั้งปี
วันที่รู้ว่าสอบตก อาตมาเดินไปหลังวัดตาลเรียง ถ้ามีหิมะนี่เกาหลีเลยนะ แต่วันนั้นมองไปมีแต่ทุ่งนากับควาย ซึ่งแม้แต่ควายก็คล้ายจะกำลังประชดว่า อาตมาโง่มากเลยนะที่สอบตก ตอนนั้นคิดว่าสึกดีไหมเพราะเราสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด ได้แค่ที่สองก็ช้ำมากแล้ว ถึงขั้นสอบตกนี่แรงไปนะ อุตส่าห์ไม่ไปซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไม่ไปจีบสาว ไม่ไปเที่ยว เพราะตัดสินใจเข้าวงการสงฆ์นะ แล้วก็ตั้งใจเรียนด้วย นอนดึกตื่นเช้าตลอด วงการบาลีตอบแทนผมด้วยการให้สอบตกเลยเหรอ แต่พอคิด ๆ ไปก็พบความจริงว่าถ้าเราสึกไป ก็ต้องไปเป็นรุ่นน้องเพื่อนสิ พูดแล้วน้ำตาจะร่วง เราไม่อยากไปเป็นรุ่นน้องเพื่อน เพราะว่าเราเคยให้เขาลอกด้วย
สุดท้ายอาตมาจมไม่ลง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่สึก แต่เปลี่ยนโลเกชั่นดีกว่า ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่ที่วัดสร้อยทอง เนื่องจากท่านเจ้าอาวาส (พระเทพปริยัตยาจารย์) เป็นญาติผู้ใหญ่ของครอบครัว แต่ความที่ท่านค่อนข้างดุ วันสองวันแรกอาตมาจึงไม่กล้าเข้าไปพบท่าน แต่พักกับคนรู้จักภายในวัดก่อนและถูกขู่อยู่เยอะว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะขออยู่ที่วัดแบบถาวร แต่อาตมาคิดว่าคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าท่านไม่ให้อยู่ อาตมาก็อาจจะสึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำงาน ไปตามเรื่องตามราว แต่สุดท้ายท่านอนุญาตอาตมาเลยอยู่ที่วัดสร้อยทองมาจนทุกวันนี้
พอย้ายที่แล้วสถานการณ์ดีขึ้นอย่างที่หวังไหมครับ
ก็น่าแปลกที่พอถือปฏิบัติแบบสบาย ๆ ไม่คร่ำเคร่ง ไม่นอนดึกมาก อาตมากลับสอบได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 1 ไปจนถึงเปรียญธรรม 7 ประโยค ตอนอายุ 19 เกือบได้เป็นนาคหลวง จนอายุ 21 ไปพลาดเปรียญธรรม 8 ประโยคอยู่สองปี (หัวเราะ) เป็นคนชอบเรียนกั๊กเอาไว้ ให้รู้สึกว่ามีอะไรคาใจอยู่ จะได้ยึดเหนี่ยวให้เราอยู่ในวงการนี้นานๆ
พอผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว การสอบตกให้ข้อคิดอะไรบ้างครับ
ข้อคิดจากการสอบตกครั้งนั้นก็คือ บางทีการจมไม่ลงก็ดีเหมือนกันนะ เพราะมันทำให้เราไม่ยอมแพ้คน เรน นักร้องเกาหลีเคยบอกว่า คนที่อายุ 20 แต่ยังไม่ถึง 30 อย่าไปกังวลกับชีวิตนักเลย เดี๋ยวความสำเร็จก็จะมาต่อจากความล้มเหลวนั่นแหละ ความล้มเหลวอย่างการสอบตกบาลีนั้นอยู่ ซอยหนึ่งก็จริง แต่ความสำเร็จอย่างการสอบเปรียญ 2-3-4-5-6-7 ผ่านก็อยู่ซอยถัด ๆ ไป นี่เอง ประเด็นคือ เราจะไปให้ถึงซอยนั้นหรือเปล่า หรือเราจะหยุดแค่ซอยนี้ สำหรับคนที่เรียนหรือทำงานยังไม่สำเร็จ ยังผิดหวังอยู่ อาตมาขอฝากไว้ 4 คำ “อย่าทำนมหก”
เอ่อ…หมายความว่าอย่างไรครับหลวงพี่
โยมอย่ามองหน้าพระอย่างนั้น (หัวเราะ) อย่า-ทำ-นม-หก ก็คือ อย่า ท้อ เมื่อพลาดพลั้ง ทำ ความหวังขึ้นมาใหม่ นม นานสักปานใด หก ล้มไปเพียงชั่วคราว ตอนเด็ก ๆ บ้านอาตมาเคยไฟไหม้ แม่นั่งร้องไห้หมดอาลัยตายอยาก ถ้าไปดูภาพที่เขาถ่ายไว้ จะเห็นแม่วิ่งเก็บของผมเผ้ากระเซิง เหตุการณ์ครั้งนั้นหนักหนามาก ครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องเดินทางไปขออาศัยญาติบ้าง คนรู้จักบ้าง รวมแล้ว 11 ที่ กว่าจะมาปักหลักอยู่ที่บ้านมอตาเจ๊ก จังหวัดชัยภูมิ แต่ทุกวันนี้อาตมาพูดถึงเรื่องบ้านไฟไหม้ได้แบบขำ ๆ บอกใคร ๆ ว่า อาตมาเกิดมาปุ๊บ ไฟก็ไหม้บ้าน พ่อแม่เลยคุยกันว่า ลูกคนนี้ต้องมีชื่อเสียง ในอนาคตแน่นอน เพราะเกิดมาฮ็อตมาก ร้อนแรงถึงขั้นไฟไหม้บ้านเลย (หัวเราะ) ฉะนั้น อาตมาขอให้กำลังใจทุกคนว่า ทุกอย่างสามารถผ่านพ้นไปได้ ถ้าหาทางออกไม่เจอ ก็ให้ออกทางที่เข้ามา ปัญหาเกิดขึ้นตรงจุดไหน ก็ต้องแก้ตรงจุดนั้น พ่อแม่ด่าเราเพราะไม่ตั้งใจเรียน ก็ไปตั้งใจเรียนซะ เท่านั้นเอง
ในการทำงาน หลวงพี่มีบุคคลที่เป็นแบบอย่างบ้างไหมครับ
ถ้าในแง่ของการทำงานทางธรรม แน่นอนว่าเป็นพระอาจารย์พยอม ซึ่งอาตมาได้เห็นและชื่นชมท่านมาตั้งแต่ตอนที่ยัง เป็นเณรตัวเล็ก ๆ และจนทุกวันนี้ท่านก็ยัง ทำงานเผยแผ่พร้อมกับทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นคงเป็นโยมพ่อโยมแม่ เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เห็นท่านทำงานแทบตลอดเวลา อย่างโยมพ่อนี่ ตอนที่มอเตอร์ไซค์ล้ม ทำงานไม่ได้ ท่านถึงกับซึมไปเลย ท่านไม่ชอบที่ต้องอยู่เฉย ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า หรืออย่างโยมแม่ ท่านก็ทำไร่ทำนาตั้งแต่สาว ๆ จนทุกวันนี้ต่อให้มีเงินมีทองแล้ว ท่านก็คงหาทางทำงานอยู่ดี ซึ่งพอมองโยมพ่อโยมแม่ว่าขนาดท่านอายุ 60 ปีแล้วยังสู้ชีวิตขนาดนี้ อาตมาก็รู้สึกมีกำลังใจและไม่ท้อ แม้ว่าจะต้องเรียนหรือทำงานหนักมากขนาดไหนก็ตาม
หลวงพี่ผูกพันกับคนในครอบครัวมากไหมครับ
ถึงจะบวชมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่อาตมาก็ผูกพันกับครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะกับโยมพี่ณีซึ่งเป็นพี่สาวที่อาตมารักมาก ตอนโยมพี่ณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาตมาและครอบครัวเลยก็ว่าได้ แม้จะรู้ดีว่าการประสบพบพรากเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ยังทำใจได้ยากอยู่ดี ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ จิตใจอาตมามีแต่ความเศร้า เหมือนมีหมอกหนาปกคลุมอยู่ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทาง คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่เรายากจนกันมาก บ้านที่ชัยภูมิแทบจะเรียกได้ว่าเพิงหมาแหงน แต่อาตมากับโยมพี่ณีก็ผ่านเหตุการณ์ที่ดีด้วยกันมาเยอะ ช่วงนั้นอาตมาต้องไปบรรยายเรื่องความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ น่าจะเป็นครั้งแรกที่บรรยายแล้วน้ำตาไหล
ปกติจะพูดให้คนอื่นน้ำตาไหลฝ่ายเดียว การพลัดพรากจากสิ่งที่รักนั้นย่อมเป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งทุกอย่างก็จะผ่านไป หรือบางทีสูญเสียสิ่งนี้ไปแต่ได้สิ่งอื่นมา อย่างการจากไปของโยมพี่ณี ก็ทำให้เกิดโอกาสดี ๆ ขึ้น คือครอบครัวเรากลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง พี่น้องกลับมาดูแลพ่อแม่มากขึ้นจากเศร้าก็กลายเป็นอบอุ่น การสูญเสียโยมพี่ณีไปเปรียบเหมือนกิ่งไม้ที่ถึงจุดหนึ่งก็หักลง พอนานไปก็สลายกลายเป็นปุ๋ย ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามขึ้น การที่คนคนหนึ่งจากไปทำให้ได้คิดว่า เราจะอะไรกันนักหนา จะโกรธกันไปทำไม ดังนั้น เราเลิกอิจฉากันและรักกันไว้ดีกว่า นี่นอกจากเป็นบทเรียนสอนคนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นข้อคิด เป็นหลักในการทำงานของอาตมาด้วยว่า ชีวิตเราผ่านมาเท่าไร…เรารู้ แต่เหลือเท่าไร…เราไม่รู้ เราจึง ควรใช้ชีวิตที่เหลือนี้ให้มีความสุข และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดดีกว่า
สำหรับหลวงพี่ การบวชพระเป็นอุปสรรคในการดูแลโยมพ่อโยมแม่ไหมครับ
ไม่เป็นอุปสรรคเลย แถมยังดีเสียอีกเพราะความเป็นพระทำให้พ่อแม่เชื่อในตัวเรา ถ้าเป็นนายสมปองพูด ท่านอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่เป็นพระมหาสมปองแล้ว ยิ่งบอกยิ่งสอนได้ง่าย อย่างแม่นี่อาร์ตตัวแม่ตัวจริง อยากให้ลูกเป็นอย่างนี้อย่างนั้น อาตมาจะบอกว่า แม่กำไรตั้งแต่อายุ 60 แล้วนะ ตอนนี้ 66 ถือว่าแม่ได้กำไรมา 6 ปีแล้ว ดังนั้นแม่ควรจะรู้จักปลง รู้จักปล่อยวางบ้าง ตอนหลังแม่ก็เริ่มทำได้แล้ว
สำหรับเรื่องการดูแลครอบครัว อาตมาได้กลับบ้านทุกเดือน ได้อยู่กับพ่อแม่เดือนละ 2 – 3 วัน นอกเหนือจากนั้นก็อาศัยไหว้วานให้พี่ ๆ น้อง ๆ ช่วยดูแลท่าน เวลาแม่เผลอชมเรามากกว่าพี่น้องคนอื่น อาตมาจะย้ำกับท่านเสมอว่า พี่น้องได้ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่แทนอาตมา ซึ่งก็นับว่ายิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน
สิ่งที่อาตมาอยากฝากไว้คือ ถ้าเราได้ดูแลพ่อแม่หรือคนที่เรารักอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อท่านจากไป ถึงเราเสียใจ แต่เราจะไม่เสียดาย ตอนที่โยมพี่ณีจากไป อาตมาก็เสียใจอยู่วันเดียว ธรรมะได้ช่วยสมานแผล ช่วยชำระความโศกเศร้าเสียใจให้คลายลงไปได้ แล้วสติก็กลับมาเหมือนเดิม อาตมาคิดว่า อย่างน้อยเราก็ทำดีต่อกันมาตลอด ดังนั้น ขอให้ดูแลกันให้เต็มที่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเราจะพิสูจน์กันตรงนี้
อยากให้หลวงพี่พูดถึงความหมายของ “ครอบครัว” หน่อยครับ
ขอพูดภาษาอังกฤษก็แล้วกันนะ (ยิ้ม) คำว่า Family นั้นย่อมาจาก “Father And Mother, I Love You.” ดังนั้น เอ่ยคำว่า รักกับพ่อกับแม่กันบ้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันครอบครัว หรือรอให้ท่านจากไปแล้วค่อยนั่งไทม์แมชีนย้อนเวลากลับไปบอกรักท่าน พ่อแม่เป็นครูคนแรกที่สอนให้เรายืน นั่ง นอน กิน พูด สอนให้รู้ว่าอะไร ควรไม่ควร ต่อให้ลูกหลงผิดติดยา เสียอกเสียใจเรื่องความรัก พ่อแม่ก็จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ พ่อแม่จึงเป็นทั้งพระพุทธรูป เป็นทั้งพระสงฆ์ เป็นทั้งพระอรหันต์ที่คอยชี้แนะแนวทาง ถ้าเราใจร้อน ก็คอยเตือนสติให้ใจร่ม ๆ ถ้าเรามืดบอด ท่านก็คอยบอกให้รู้ว่ายังมีทางสว่างอีกมากมาย หากคุณรู้สึกว่าไม่มีใคร ก็นี่ไง พระอรหันต์อยู่ใกล้ ๆ คุณถึงสองท่านแล้ว กลับไปหาท่านสิ
เวลามีปัญหา ก่อนจะเลือกเดินไปในทางไม่ดี หันไปพึ่งพายาเสพติด อบายมุขต่าง ๆ ให้ถามตัวเองว่า เราได้พูดคุย ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อแม่ฟังหรือยัง เชื่อเถอะว่าท่านจะชี้ทางออกที่ดีที่สุดให้เสมอ ฉะนั้นให้นำข้อคิดที่ได้จากท่านมาประกอบกับสติสัมปชัญญะ จนเกิดปัญญา แล้วนำไปช่วยแก้ปัญหาผ่อนหนักเป็นเบา เวลาทำอะไรผิดพลาด อย่าไปย้อนท่านว่า “แหม…พ่อแม่ก็เคยพลาดมาเหมือนกันแหละ”…ก็เพราะเคยพลาดไงเล่า พ่อแม่ถึงไม่อยากให้ลูกพลาดเหมือนท่านอีก ที่สำคัญท่านสอนเราด้วยความรักแบบสุดจิตสุดใจ ไม่มีอะไรเคลือบแฝงเหมือนคนอื่น
อาตมาขอให้ทุกคนคุยกับพระอรหันต์ในบ้านให้มากขึ้น แล้วเราจะได้แนวทางที่แม้แต่พระมหาสมปองก็ให้ไม่ได้ อย่าเพิ่งเชื่อที่พระเทศน์ ลองไปคุย ไปสนทนากับพระอรหันต์ในบ้านของคุณดูก่อน จำไว้ว่า Family นั้นย่อมาจากคำว่า “Father and Mother, I love you.”
เจริญพร
เคล็ดลับความสำเร็จฉบับพระมหาสมปอง
- ทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังพระมหาสมปองเรียนทางโลกจนจบมัธยม 6 ในวัยเพียง 16 ปี เมื่อบวชเรียนก็ศึกษาทางธรรมจนแตกฉาน เป็นนักธรรมเอก เปรียญธรรม 7 ประโยค ปัจจุบันท่านจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งยังได้รับปริญญาปรัชญา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชา การบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยปทุมธานี
- รู้จักพักเมื่อเพลีย เพื่อให้มีโอกาสสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พระมหาสมปองดำรงวัตรปฏิบัติ โดยยึดหลักทางสายกลาง หากเหนื่อยหรือท้อถึงจุดหนึ่งจะพักบ้าง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไป
- วางแผนชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองทุกเช้า ก่อนออกปฏิบัติภารกิจพระมหาสมปองจะจดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วพยายามทำให้บรรลุเป้าหมายก่อนจะขยายจากแผนรายวันเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี
หากทำได้ สิ่งที่วาดหวังเอาไว้ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
Secret BOX
ความกตัญญูไม่ใช่ส่วนเติมเต็มให้เป็นคนดีโดยสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นฐานของคนดี ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ตั้งแต่ต้น คุณก็ไม่มีทางเป็นคนดีที่สมบูรณ์ได้
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
ที่มา http://www.secret-thai.com/article/1958/pramahasompong/
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง : เมื่อสาวๆ เข้าคลินิก
ทุกวันนี้นะโยม จะมีสาวบ้าง ไม่สาวบ้าง เดินเข้าไปในคลินิก
คนที่หน้าอกเล็กอยากให้ใหญ่ คนคางสั้นอยากให้คางยาว สารพัดจะทำ
ท่านทั้งหลายที่ไปเสริมไปแต่ง ท่านกำลังมีความทุกข์ ท่านทุกข์
ท่านเครียดเพราะไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ทำไมถึงไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
เพราะทำใจยอมรับไม่ได้
เมื่อทุกข์เกิดจากใจแล้วมาแต่งที่กาย
จะหายทุกข์ หายเครียดได้อย่างไร
เครดิต fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
หลวงพ่อดีบุก
"หลวงพ่อดีบุก" วัดบ้านหงาว จ.ระนอง
เป็นพระพุทธรูปสร้างจากดีบุก เพื่อรำลึกว่าอำเภอเมืองระนอง เคยเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่สำคัญของประเทศ จากพระอุโบสถจะมองเห็น "น้ำตกหงาว" ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสวยงาม และอยู่ใกล้กับ "ภูเขาหญ้า" ด้วย
www.unseentourthailand.com
เป็นพระพุทธรูปสร้างจากดีบุก เพื่อรำลึกว่าอำเภอเมืองระนอง เคยเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่สำคัญของประเทศ จากพระอุโบสถจะมองเห็น "น้ำตกหงาว" ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสวยงาม และอยู่ใกล้กับ "ภูเขาหญ้า" ด้วย
www.unseentourthailand.com
ภาพจากแฟนเพจ: นายสองสามก้าว
www.facebook.com/alifeatraveller
www.facebook.com/alifeatraveller
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558
ธรรมะ : พระมหาสมปอง
ขอให้ท่านทั้งหลาย…
สว่างตานอกด้วยแสงไฟ…
แต่จงสว่างตาในด้วยแสงธรรม…
จำไว้เสมอว่า…
สิ่งที่ตาเห็น… กับสิ่งที่ปัญญาประจักษ์…
อาจจะไม่สอดคล้องกันเสมอไป…
…อย่าตัดสินคนอื่นเพียงแค่ตาเห็น…
แต่จงตัดสินด้วยการกระทำจะดีกว่า…
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต #วันพระ
พระมหาสมปอง 2015,พระมหาสมปอง ล่าสุด ,พระมหาสมปอง 2558
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : ความเมตตา คือความรักใคร่
ความเมตตา คือความรักใคร่
ปรารถนาที่จะให้ ผู้อื่นมีความสุข
ความเมตตา เป็นภาพที่คนตาบอดได้เห็น
ความเมตตา เป็นเสียงที่คนหูหนวกได้ยิน
ความเมตตา เป็นภาษาที่คนใบ้สามารถพูดได้
วันนี้โยม แผ่เมตตาแล้วหรือยัง
เครดิต fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต : ธรรมะบรรยายธรรมะกับการทำงาน
ธรรมะบรรยายธรรมะกับการทำงาน บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน
มีสาระ ได้ธรรมะมาใช้ในการทำงาน
Fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
พระมหาสมปอง : เพื่อนที่ดี
เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาว
โยมจะไม่ค่อยได้เห็นพวกเขาตลอดเวลา
แต่โยมก็รับรู้ได้ว่ามีพวกเขาอยู่เสมอ
และเพื่อโยมจะคงอยู่กับโยมตลอดไป
เพราะมิตรภาพก็เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์
ถ้าหายไปชิ้นหนึ่งก็คงไม่มีชิ้นอื่นมาทดแทนได้
และภาพจิ๊กซอว์นั้นจะไม่มีวันสมบูรณ์ได้เลย
fanpage พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
นายกเทศมนตรีตำบลท่าพระ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "ฟังธรรมะสบายสไตล์อารมณ์ดี"
นายกเทศมนตรีตำบลท่าพระ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "ฟังธรรมะสบายสไตล์อารมณ์ดี".... ดูต่อได้ที่ :
วันที่ 1 กันยายน 2558 เวลา 13.00 น. นายพิสุทธิ์ อนุตรอังกูร นายกเทศมนตรีตำบลท่าพระ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "ฟังธรรมะสบายสไตล์อารมณ์ดี" บรรยายธรรม โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตโต กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความเมตาจาก พระราชประสิทธิคุณ รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น และเจ้าอาวาสวัดเทพบูรณาราม ที่กรุณาให้ใช้สถานที่ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีพระภิกษุ สามเณร ข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน นักศึกษา พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ขอขอบพระคุณบริษัทห้างร้าน องค์กรเอกชน และผู้มีจิตศรัทธา ที่ร่วมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้
ดูเพิ่มเติม https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=884791751557143&id=518131068223215....
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558
ฮาก๊าก! เมื่อเหล่าดาราก็เอากะเขาด้วย แอพแต่งหน้าขั้นเทพ MakeupPlus
ฮาก๊าก กันไปเลยทีเดียว สำหรับ แอพแต่งหน้าขั้นเทพ MakeupPlus ที่ต้องบอกเลยว่า กลายเป็นแอพที่ฮอตฮิตกันแบบสุดๆในโลกโซเชียล คือแบบใครไม่เล่น ใครไม่มี ถือว่างานนี้เชยระเบิด บอกเลยว่าขนาดดาราและคนบันเทิง เขายังเล่นกันเพียบ จะว่าไป แม้แต่ซุปตาร์คนดังอย่าง "อั้ม พัชราภา" ก็ยังไม่พลาด แต่จะมีใครเด็ด ใครโดน ใครแซบมากกว่ากัน งานนี้เจ๊จัดมาให้เรียกน้ำจิ้มความฮากันเล็กๆ น้อย นะจ๊ะ อิอิ
ขอบคุณภาพ IG @pat_karaphat @mmyamalawan @sahamongkolfilm @khaninch @pongtap48 @ple_nakorn @june_kasama @nuisujiraa @kiksuwatjanee @bankbv@ @ple_irin @jjetrin @ohnsri1000
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

























