วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ฮามาก ต้องดู !!!!! พระมหาสมปอง VS เปิ้ล นาคร ปล่อยมุข


ฮามาก ต้องดู !!!!! พระมหาสมปอง VS เปิ้ล นาคร ปล่อยมุข


The Toilet Show
เริ่มต้นปีใหม่ด้วยมงคลชีวิตจาก “พระมหาสมปอง” แต่ขึ้นชื่อว่า The Toilet Show ย่อมไม่ธรรมดา พฤหัสบดีนี้ 21.30 น. “เปิ้ล นาคร ศิลาชัย” ขอเปิดประเด็นสนทนาธรรมว่าด้วย “พุทธศาสนากับโลกโซเชียล” เทศน์อย่างไรให้ทันสมัยโดนใจวัยรุ่น ประหนึ่งเน็ตไอดอล ที่มียอดไลค์ ยอดวิว หลักล้านการันตี ... ต้องติดตาม

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

8 คำแนะนำสำหรับคนที่อยากหน้าเด็กตลอดกาล

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากหน้าเด็ก

ดร.โคลเบิร์ท แพทย์ผิวหนังชื่อดังซึ่งดูแลผิวหน้าให้กับเหล่าดาราฮอลลีวูดที่มีอายุเกิน 40 ปี ได้แก่ แองเจลีน่า โจลี, นาโอมิ วัตต์ และ ราเชล ไวส์ เป็นต้น ดร.โคลเบิร์ทกล่าวว่าการบำรุงผิวพรรณที่ช่วยชะลอความแก่ไม่เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์หรือฉีดอะไรก็ตามเหมือนอย่างที่เราคิดไว้ แต่ควรเลิกทำอะไรบางอย่างเพื่อชะลอกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและดูแลมันให้ดีที่สุด และปรากฏว่ามีหลายสิ่งที่เรายังทำอยู่ในทุกๆวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนังของเรา ดร.โคลเบิร์ทจึงให้คำแนะนำ 8 ข้อเกี่ยวกับสิ่งที่เราควรหยุดทำเดี๋ยวนี้! เพื่อปกป้องผิวพรรณของเราให้สวยใสไปตลอดกาล

1. หยุดยืนตากแดด ร่มน่ะมีไหม?
ช่วยให้หน้าเด็ก หยุดยืนตากแดดทุกนาทีที่เรายืนตากแดดแม้ว่าจะรู้สึกดีแต่มันจะค่อยๆทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินของคุณ คล้ายกับว่าคุณกำลังโยนเสื้อไหมพรมแคชเมียร์ชั้นดีลงในเครื่องอบแห้งโดยใช้ความร้อนสูง ผิวหนังของเราเปรียบเสมือนเส้นใยโปรตีนซึ่งบอบบางไม่ต่างอะไรจากเนื้อผ้า และเส้นใยคอลลาเจนกับอิลาสตินจะทำให้ผิวหนังของเรานุ่มและเรียบเนียน การตากแดดเป็นเวลานานจะทำให้โมเลกุลเหล่านี้กลายเป็นแป้งหยาบๆ และแสงแดดยังทำลายดีเอ็นเอของผิวหนังซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งผิวหนังได้ในที่สุด หากคุณชอบแดดฤดูร้อน ขอแนะนำให้ทาครีมกันแดด ส่วนในเวลากลางคืนหลังจากที่อาบแดดมาทั้งวันแล้ว ควรทาน้ำมันสูตรชะลอความแก่ลงบนใบหน้าเพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นในยามหลับ

2. หยุดรับประทานน้ำตาล เครื่องดื่มและอาหารที่มีสารฟรุกโตสเข้มข้น
ช่วยให้หน้าเด็ก หยุดรับประทานน้ำตาลผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำทั้งหลายมักมีน้ำตาลซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มโดยไม่รู้ตัว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จะทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นในเนื้อเยื่อของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่ามันจะทำให้โมเลกุลเปราะบาง และหากผิวหนังกับหลอดเลือดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาลมันก็จะยิ่งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและโมเลกุลที่ต้านการอักเสบโดยธรรมชาติ เช่น ผักคะน้า, โยเกิร์ต, ปลาเนื้อขาว, น้ำมันมะกอกและเสาวรส


3. เลิกทำความสะอาดผิวหน้าเกินความจำเป็น
ช่วยให้หน้าเด็ก เลิกทำความสะอาดหน้าเกินความจำเป็นหยุดได้แล้วกับการขัดถูผิวหน้าหรือการบำรุงผิวที่มากจนเกินไป เพียงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อชะลอความแก่สูตรอ่อนโยนก็ทำให้ผิวพรรณสะอาดผ่องใสได้แล้ว แถมยังไม่ต้องสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปอีกด้วย และที่สำคัญอย่าลืมทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งหลังล้างหน้าด้วยนะ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ


4. เลิกออกกำลังกายแบบหักโหมได้แล้ว
ช่วยให้หน้าเด็ก เลิกออกกำลังกายแบบหักโหมการลดน้ำหนักแบบฮวบฮาบและการออกกำลังกายมากเกินไปจะเป็นการทำร้ายใบหน้าและร่างกายของคุณ ดังนั้นควรทำแต่พอดีไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาหรือการรับประทานอาหาร หากหักโหมมากเกินไปร่างกายของคุณจะเครียดและระดับคอร์ติซอลในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ดูซูบซีดและอ่อนเพลีย การวิ่งจ็อกกิ้งหรือปั่นจักรยานมากเกินไปจะทำให้ไขมันที่สะสมบริเวณใบหน้าหายไปและทำให้คุณดูซูบผอมหรือหย่อนคล้อย


5. พักผ่อนซะบ้าง
ช่วยให้หน้าเด็ก พักผ่อนการนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายและผิวของคุณจะได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง เมื่อไรก็ตามที่เรานอนน้อยเกินไป ผิวของเราจะซีดเซียวและปรากฏรอยคล้ำบริเวณใต้ตา เซลล์ผิวหนังของเราก็ต้องการพักผ่อนไม่ต่างจากกล้ามเนื้อ คนส่วนใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 60 ปีควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง ขอแนะนำสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเครียด เช่น ชาคาโมมายล์, แสงเทียน, การออกกำลังกายเบาๆในช่วงเย็น และอย่ารับประทานอาหารดึกจนเกินไป ซึ่งจะช่วยทำให้นอนหลับสนิทและสบายยิ่งขึ้น การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความงาม และการทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์สูตรผสมเชียนัทบัทเตอร์ในตอนกลางคืนก็จะยิ่งช่วยบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นมากขึ้นไปอีก


6. ยุติภาวะขาดน้ำ ดื่มน้ำเยอะๆหน่อย
ช่วยให้หน้าเด็ก ดื่มน้ำมากๆร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนฟองน้ำ นึกถึงเวลาที่เอาฟองน้ำจุ่มลงไปในน้ำสิ มันจะนุ่มนิ่มและกลับมามีชีวิตชีวาทันที เนื้อเยื่อและผิวหนังของเราก็ต้องการน้ำเพื่อรักษาศักยภาพการทำงานของเซลล์ ผิวที่ขาดน้ำจะสูญเสียความยืดหยุ่นซึ่งทำให้เราดูแก่และเหนื่อยล้า ขณะเดียวกันหากดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอก็จะทำให้เราดูดีและรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งดวงตาและผิวพรรณก็จะดูผ่องใส เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆด้วย


7. หันมาสนใจเทคโนโลยีบ้างก็ดีนะ
ช่วยให้หน้าเด็ก พึ่งเทคโนโลยีบ้างผู้หญิงส่วนใหญ่อยากลดอายุตัวเองลงสัก 5-10 ปี แต่ไม่ยอมลองการยิงเลเซอร์หรือฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ แม้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพจะช่วยชะลอความแก่ได้บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะคงสภาพให้คุณดูเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนได้อย่างแน่นอน เราสามารถหลีกเลี่ยงการศัลยกรรมและลองใช้เทคโนโลยีต่างๆที่มีผลในระยะสั้นๆได้ เช่น Ulthera, Coolsculpting, Botox และ Restylane ซึ่งจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ไม่ต้องห่วงเพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ผลดีเชียวล่ะ และที่สำคัญคือมันปลอดภัยกว่าการศัลยกรรมอย่างแน่นอน


8. เลิกซื้อผลิตภัณฑ์ประทินผิวแบบมั่วๆซั่วๆสักที
ช่วยให้หน้าเด็ก เลิกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบมั่วๆบ่อยครั้งที่หลายคนซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบมั่วๆ ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสักที สาเหตุเกิดจากการขาดความรู้ในการบำรุงผิวและชะลอความแก่อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะมีกรดกลีเซอรีนเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นโทเนอร์, โลชั่น, ครีมทารอบดวงตา หรือไนท์ครีม สุดท้ายแล้วเมื่อเรารับส่วนประกอบที่มีอยู่ในครีมบำรุงมากเกินไปอาจจะทำผิวแห้งและอักเสบได้ ดังนั้นควรขอคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผล


Source : www.huffingtonpost.com/mary-alice-stephenson/eight-things-you-should-d_1_b_5655377.html

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

4 วิธีคิดของผู้บริหาร นักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน? ความสามารถ? สติปัญญา? รูปร่าง หน้าตา? คนญี่ปุ่นมองว่า คนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันที่ “วิธีคิด” ลองมาดู

.
"4 วิธีคิดของผู้บริหาร นักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จ กันว่า คนกลุ่มนี้มีวิธีใช้เงินที่แตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไร"
.
1. "อิสรภาพจากสายตาคน สู่อิสรภาพในการใช้เงิน"
กิโมโนที่มีราคาแพงจริงๆ ด้านนอกจะดูเรียบธรรมดา แต่ด้านใน ทอเป็นลวดลายดอกไม้หรือลายมังกรละเอียดสวยงาม ทว่า คนภายนอกไม่สามารถทราบความงามเหล่านั้น มีแค่ผู้สวมใส่ที่รับรู้ถึงคุณค่าและความนุ่มสบายของชุดกิโมโนชุดนั้น
คนญี่ปุ่นมองว่า เราไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ผู้อื่นรู้ถึงฐานะ คนรวยไม่จำเป็นต้องใส่สร้อยทองเส้นใหญ่ๆ หรือเพชรเม็ดโตเพื่อแสดงว่าฉันเป็นใคร เราเป็นคนธรรมดา คนอื่นจะได้ปฏิบัติกับเราแบบธรรมดา และเราจะได้รู้จักคนคนนั้นอย่างแท้จริง
จงอย่าใช้เงินเพื่อภาพลักษณ์ตัวเอง แต่จงใช้เงินเพื่อผู้อื่น
มันจะไม่มีที่สิ้นสุดหากเรามัวแต่มองว่า ฉันต้องถือกระเป๋ายี่ห้อนี้ ขับรถรุ่นนี้ ทานอาหารที่ร้านนี้ เพราะต้องการแสดงว่าฉันเป็นคนมีระดับ
ผู้บริหารญี่ปุ่นพาลูกน้องไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรู ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกน้องเห็นว่าตัวเองมีสตางค์ แต่เพราะต้องการแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างลึกซึ้งที่ลูกน้องร่วมเหนื่อยยากกันมา
เจ้าของธุรกิจสวมเสื้อผ้าแบรนด์ดัง เพราะรูปแบบแพทเทิร์นดี เนื้อผ้าดี ไม่ได้ใส่เพราะอยากให้คนเห็นโลโก้ของแบรนด์นั้นแล้วรู้ว่าตนมีปัญญาซื้อ
การใช้เงินไปกับสิ่งที่ตนเองรัก หรือเพื่อคนที่ตนเองรักจะทำให้เรามีอิสระและมีความสุขในการใช้เงินมากกว่าการใช้เงินเพื่อรักษาหน้าตาและภาพลักษณ์ของตนเองเพียงอย่างเดียว
.
2. "การใช้เงินคือการลงทุน"
จงถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะใช้เงินต่อจากนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตหรือเปล่า
คนเรามักจะเผลอใช้เงินกับของมูลค่าเล็กน้อยไปอย่างง่ายดาย เช่น ค่าแท๊กซี่ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเครื่องเขียน แต่หากรวมกันแล้ว เงินจำนวนนั้นก็ไม่ใช่จำนวนน้อยเลย
จงถามตัวเองทุกครั้งก่อนจะซื้อของว่า ของที่ตัวเองจะซื้อนั้นมีประโยชน์จริงหรือเปล่า และเราจะได้อะไรกลับมาในอนาคต ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เช่น การที่เราตัดสินใจเสียเงิน 200 บาทขึ้นรถแท็กซี่แทนที่จะเสีย 13 บาทขึ้นรถประจำทางนั้น มีประโยชน์ต่อตนเองจริงหรือเปล่า หากนั่งแท๊กซี่แล้ว ตนเองมีเวลาทำจิตใจให้สงบและซักซ้อมบทสนทนาก่อนไปพบลูกค้า โอกาสที่ลูกค้าจะเซ็นสัญญากับบริษัทก็สูงขึ้น เงิน 200 บาทนั้นก็ถือเป็น “การลงทุน” ที่คุ้มค่า
.
3. "ยิ่งใช้เงิน ยิ่งได้เงิน"
คนธรรมดาจะมุ่งแต่จะเก็บเงินที่หามาให้ได้มากที่สุด หามาเท่าไรก็จะพยายามเก็บออมอย่างเดียว แต่คนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอย่างเดียว แต่รู้จักใช้เงิน (อย่างฉลาด) ด้วย พวกเขาจะมองว่า ตนควรจะ “ลงทุน” ไปกับอะไรดี จึงจะเกิดผลที่คุ้มค่าที่สุด
หนึ่งในการลงทุนที่คนญี่ปุ่นเห็นว่าคุ้มค่ามากนั้นคือ “การลงทุนกับตัวเอง”
จงใช้เงินเพื่อสร้างทักษะความรู้เพื่อตนเอง เช่น ไปลงคอร์สอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และนำกลับมาใช้กับองค์กร หรือเรียนคอร์สปรับบุคลิกภาพและวิธีการแต่งกาย เพื่อได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากลูกค้า
จงใช้เงินเพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ไปทานข้าวกัน คุยกัน สนิทกัน อาจมีโอกาสที่เพื่อนๆ เหล่านี้แนะนำงานต่อให้เรา
เงิน หากใช้ (ลงทุน) อย่างถูกวิธี ก็จะวกกลับมาหาผู้ใช้คนนั้นอีก


.
4. "คาถาเรียกเงินแบบญี่ปุ่น"
ยิ่งก้าวไปในตำแหน่งสูงมาก มีฐานะมาก มีโอกาสที่จะได้รับคำชื่นชม สรรเสริญจากคนรอบๆ ตัวมาก ใครๆ ก็เรียกท่านคะ ท่านครับ มีแต่คนคอยดูแลเอาใจ พอเคยตัวมากๆ ก็จะเกิดเมฆหมอกบังตาว่า “ข้าเก่ง ข้าเจ๋งที่สุด” สุดท้าย อาจประมาท และตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปก็ได้
เพราะฉะนั้น บริษัทญี่ปุ่นหลายๆ แห่งมีนโยบายให้ผู้บริหารระดับสูงไปเก็บขยะหรือขัดห้องน้ำร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการฝึกผู้บริหารไม่ให้ลืมตน ไม่ให้ลืมความยากลำบากของพนักงานที่อยู่ระดับล่าง และมองว่าตนเองก็เป็นพนักงานที่ต้องทำงานเพื่อองค์กรเหมือนกัน
สิ่งหนึ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนมี คือ “การรู้จักขอบคุณผู้อื่น” การไม่ลืมบุญคุณผู้อื่น การสังเกตและแสดงความรู้สึกซาบซึ้งสิ่งที่ผู้อื่นทำ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก
จงอย่าลืม “คำขอบคุณ” อย่าลืมว่าความสำเร็จของเราไม่ได้เกิดจากความสามารถของเราเพียงแค่คนเดียว หันไปมองคนรอบๆ พยายามนึกว่าใครช่วยให้เราประสบความสำเร็จในแต่ละชิ้นงาน และกล่าวชื่นชมขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ
การแสดงความรู้สึกขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การ์ดขอบคุณ หรือสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ผู้ที่เราทำงานด้วยรู้สึกดีใจ และภูมิใจในตัวพวกเขาเอง พวกเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือและทำงานเพื่อองค์กรต่อไป




.....................

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

ผมมีเวลาอยู่กับแม่อีกแค่ 25 วัน



หลังจากที่เรียนจบ ผมก็หางานทำในกรุงเทพต่อ ปีหนึ่งจะกลับบ้านครั้งหนึ่งก็แค่ช่วงเทศกาลปีใหม่สงกรานต์ ประมาณ 5 วัน ใน 5 วันนี้ 3 วันหมดไปกับการออกไปพบปะสังสรรค์กินดื่มกับเพื่อนๆ
ที่เหลือก็หมดไปกับการหลับนอนพักผ่อนและออกไปซื้อของ
เวลาที่ได้อยู่กับแม่จริงๆ ก็ประมาณ 20 ชั่วโมง
ปีนี้แม่ของผมอายุได้ 55 ปีแล้ว หากแม่ของผมอายุยืนสัก 85 ปี 
ใน 30 ปีที่แม่อยู่ตามลำพัง เวลาที่ผมอยู่กับแม่ก็ไม่เกิน 600 ชั่วโมง
นั่นก็แปลว่าผมจะได้อยู่กับแม่อีกเพียงแค่ 25 วัน ไม่ถึง 1 เดือนด้วยซ้ำไป!
………………
คุณละ เหลือเวลาอยู่กับพ่อแม่อีกกี่วัน?
คนเป็นจำนวนมากที่ให้เงินและให้สิ่งของกับพ่อแม่ และคิดว่านั่นคือการกตัญญู
แต่ไม่เคยใส่ใจว่าพ่อแม่ตอนนี้คิดอะไร? ทำอะไร?
ให้เวลากับเพื่อน งาน คนรักได้ แต่ให้เวลากับพ่อแม่ไม่ได้!
กำหนดเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ โทรหาพ่อแม่ ฟังท่านบ่นบ้าง
นอกเหนือจากเลี้ยงดูกายสังขารท่าน เลี้ยงดูจิตใจท่านด้วย

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

ล่าสุดเลย รับประกันความฮา พระมหาสมปอง

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต (นครไธสง)[1] หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนาม "พระมหาสมปอง" เป็นพระนักเทศน์ชื่อดังอีกท่านหนึ่งของเมื­องไทย ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2521 และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. 2541 ปัจจุบันพระมหาสมปองจำพรรษาอยู่ที่วัดสร้อ­ยทอง (พระอารามหลวง) กรุงเทพมหานคร

พระมหาสมปอง เป็นพระนักเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นใหม่ และนักบรรยายธรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้­างขวาง และเป็นนักเขียนที่ผลิตผลงานและหนังสือออก­มาอย่างสม่ำเสมอในยุคปัจจุบัน จนได้รับพิจารณาให้ได้รับรางวัลนักเผยแผ่พ­ระพุทธศาสนาจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย เช่นรางวัลพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมา­รีฯ ในงานสัปดาห์พระพุทธศาสนาวิสาขบูชาประจำปี 2551 เป็นต้น

ฟังธรรมะ พระมหาสมปอง 2015

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต (นครไธสง)[1] หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนาม "พระมหาสมปอง" เป็นพระนักเทศน์ชื่อดังอีกท่านหนึ่งของเมื­องไทย ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2521 และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. 2541 ปัจจุบันพระมหาสมปองจำพรรษาอยู่ที่วัดสร้อ­ยทอง (พระอารามหลวง) กรุงเทพมหานคร

พระมหาสมปอง เป็นพระนักเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นใหม่ และนักบรรยายธรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้­างขวาง และเป็นนักเขียนที่ผลิตผลงานและหนังสือออก­มาอย่างสม่ำเสมอในยุคปัจจุบัน จนได้รับพิจารณาให้ได้รับรางวัลนักเผยแผ่พ­ระพุทธศาสนาจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย เช่นรางวัลพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมา­รีฯ ในงานสัปดาห์พระพุทธศาสนาวิสาขบูชาประจำปี 2551 เป็นต้น

มุกใหม่ มีแซว กปปส ด้วย ธรรมะฮาเฮ กับ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 2015




ธรรมะฮาเฮ กับ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 2015
ธรรมะฮาเฮ กับ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 2015
ธรรมะฮาเฮ กับ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 2015

บรรยายธรรมโดย พระมหาสมปอง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 มุกใหม่ฮามาก

โครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม จัดโดย ศูนย์วิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา บรรยายโดย พระมหาสมปอง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558



หลวงพ่อเสริม, อ.วีระ ,พระมหาสมปอง ,เทศน์ตลก, แจ๊ส ชวนชื่น
ตีสิบ,หนังออนไลน์ ,เรื่องราวดีๆ ,คลิปฮาๆ

บรรรยายธรรมพระอาจารย์สมปอง

บรรรยายพิเศษ พระอาจารย์สมปอง จัดที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในวันที่ จัดโดยคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ธรรมเทศนาหลวงพ่อบุญเสริม ธมฺมปาโล พระมหาสมปองต้องเรียกอาจารย์

ธรรมเทศนาหลวงพ่อบุญเสริม ธมฺมปาโล วัดกัทลิวัน(วัดป่าสวนกล้วย)ต.สวนกล้วย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เนื่องในงานบุญสังฆทาน ณ.สวนป่าบุรีรัตนาจารย์ ต.ยางสว่าง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

หลวงพ่อเสริม, อ.วีระ ,พระมหาสมปอง ,เทศน์ตลก, แจ๊ส ชวนชื่น
ตีสิบ,หนังออนไลน์ ,เรื่องราวดีๆ ,คลิปฮาๆ

พระมหาสมปอง ตีสิบ วันสงกรานต์

พระมหาสมปอง ตีสิบ วันสงกรานต์

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

"คุณครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม"

"คุณครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม"


เรื่องของครูและนักเรียน
คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป. 5
ของครูทั้งชั้นซะแล้ว ตั้งแต่วันแรกเลยด้วย
คุณครูบอกเขาว่าครูรักเด็กๆ เท่ากันหมดเลย
แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้
เพราะว่ามีเด็กตัวเล็กๆ ท่าทางขี้เกียจคนนึง
ชื่อ เท็ดดี้ สต๊อดดารด์
ครูทอมป์สันได้จับตาดูเท็ดดี้มาปีนึง
และ สังเกตว่าเขาไม่ค่อยเล่นดีๆ
กับเด็กคนอื่นเท่าไหร่
เสื้อผ้าของเขาสกปรกและเค้า
ตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยแหละ
และบางทีเท็ดดี้ก็เกเรด้วย
ถึงขั้นที่ว่าครูทอมป์สันสนุกกับ
การตรวจงานของเท็ดดี้ ด้วยหมึกสีแดง
กากบาทไปหนาๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ๆ
ลงไปบนหัวกระดาษ
ที่โรงเรียนที่คุณครูทอมป์สันสอน
คุณครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย
และครูก็ไม่ยอมตรวจประวัติของเท็ดดี้
จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย
แต่เมื่อคุณครูตรวจแฟ้มเข้า ครูทอมป์สันก็แปลกใจใหญ่เลยครับ
เมื่อพบว่า ….
ครูชั้น ป. 1 ของเท็ดดี้วิจารณ์มาว่า
"น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง
ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี
เป็นเด็กที่น่ารักมากทีเดียว"
คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 2 เขียนว่า
"เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก
เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน
แต่กำลังมีปัญหา เพราะแม่ของเท็ด
กำลังป่วยหนักและชีวิตทางบ้าน
ต้องลำบากมากแน่ๆ"
คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 3 เขียนว่า
"เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไป
เขาพยายามเต็มที่แล้ว
แต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรัก
ความสนใจเขาเท่าไหร่
และชีวิตที่บ้านเขา
ต้องส่งผลกระทบต่อเขาแน่ๆ
ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"
คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 4 เขียนว่า
"เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคม
และไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควร
ไม่ค่อยมีเพื่อนและหลับในห้องเรียน
ตอนนี้ คุณครูทอมป์สันรู้ถึงปัญหาแล้ว
และอับอายในการกระทำของตนเองมาก
ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก
เมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมา
ให้ห่อในกระดาษสีสดๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี
ยกเว้นแต่ของเท็ดดี้
ของขวัญของเท็ดดี้ถูกห่ออย่างหยาบๆ
ในกระดาษลูกฟูกหนาๆ
ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าว
ครูทอมป์สันกัดฟันเปิดกล่องของเท็ดดี้ดู
กลางกองของขวัญอื่น ๆ
เด็กบางคนเริ่มหัวเราะ
เมื่อเห็นว่าเท็ดดี้ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้น
และขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำอยู่ก้นขวดแก่เธอ
แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ
เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่ากำไลเส้นนั้นสวยเพียงใด
สวมมันไว้ที่ข้อมือ
และฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย
เท็ดดี้ สต๊อดดารด์ นิ่งอยู่นานพอที่จะพูดว่า
"ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอม
เหมือนที่แม่ผมเคยหอมเลยครับ"
หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้าน
ครูทอมป์สันก็ร้องไห้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง
วันนั้นเอง คุณครูเลิกสอนหนังสือ
เลิกสอนการเขียน และเลิกสอนเลขคณิต
คุณครูเริ่มสอนเด็กๆ แทน
คุณครูทอมป์สันเอาใจใส่เท็ดดี้เป็นพิเศษ
เมื่อครูพยายามช่วยเขา
จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ยิ่งครูให้กำลังใจเท็ดดี้เท่าไหร่
เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น
ภายในสิ้นปีนั้น
เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง
และแม้ว่าคุณครูจะบอกว่า
ครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน
เท็ดดี้ก็ได้กลายไปเป็น"ศิษย์โปรด" ของครู
หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู
จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้
บอกครูว่าคุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี
หกปีต่อมาครูก็ได้จดหมายจากเท็ดดี้อีก
บอกว่าเขาเรียนจบ ม.ปลายแล้ว
ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครู
ยังคงเป็นครูที่ดีที่สุด
ที่เขาเคยเจอมาในชีวิต
สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก
บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้าง
เขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือ
และจะจบปริญญาตรีในเร็วๆ นี้
ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง)
และยังย้ำกับครูทอมป์สันว่า
คุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและ
เป็นครูคนโปรดในชีวิตเขา
จากนั้นสี่ปีผ่านไป
แต่จดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มา
ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่
เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว
เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด
จดหมายนั้นอธิบายว่า
คุณครูยังเป็นครูคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี
แต่ตอนนี้ชื่อของเขายาวขึ้นอีกหน่อย
จดหมายนั้นลงชื่อว่า
นพ. ทีโอดอร์ เอฟ สต๊อดดารด์
เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะ
คือว่า ฤดูใบไม้ผลินั้น
ก็ยังมีจดหมายมาอีก
เท็ดดี้บอกว่า เขาได้เจอสาวคนนึง
และก็จะแต่งงานกัน
เขาอธิบายว่าพ่อของเขา
ได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อน
และเขาสงสัยว่าคุณครูทอมป์สัน
จะตกลงมานั่งในที่นั่ง
สำหรับพ่อ-แม่เจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่
แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สันก็มา
และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น
คุณครูใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น
เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก
และฉีดน้ำหอมที่เท็ดดี้จำได้ว่า
แม่เขาฉีดตอนที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาส
ครั้งสุดท้ายด้วยกัน
ครูกับศิษย์กอดกันกลมเลย
และคุณหมอเท็ดก็กระซิบในหูคุณครูทอมป์สันว่า
"ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัวผม
ขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญ
และแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถ
ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้"
ครูทอมป์สันกระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า
"หมอเท็ด เธอเข้าใจผิดแล้วแหละ
เธอต่างหากที่สอนครูว่า
ครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้
ครูไม่รู้จักการสอนจนกระทั่งครูได้พบ
ได้รู้จักเธอนั่นแหละ"
*********************
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ
แค่เปลี่ยนโลกของใครบางคนได้ก็เพียงพอ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

Q&A ลูกชอบกินน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว

วิธีแก้ลูกวัย 1 ปีกว่า ชอบกินขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลม ก่อนจะมีปัญหาสุขภาพและฟันผุ

ลูกชอบกินน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว















Q: ลูกชายอายุ 1 ขวบ 2 เดือนแล้วค่ะ ที่บ้านชอบเอาน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวให้ลูกชายกิน เวลาแม่เห็นก็จะห้าม แต่ไม่สำเร็จ เพราะลูกชายชอบมาก คนที่บ้านก็จะบอกว่านิดเดียวไม่เป็นไรหรอก อยากรู้ว่าทั้งน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว จะก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรคะ และควรทำอย่างไรดี เพื่อไม่ให้ลูกกินขนมอย่างนี้ เพราะสู้กับคนที่บ้านไม่ไหว เป็นห่วงสุขภาพลูกค่ะ
ธารทิพย์ / นนทบุรี
A: ขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมเป็นของโปรดของเด็กๆ ในวัยนี้ เพราะกินง่าย อร่อย มีรสเค็มและหวานเป็นที่ถูกใจ เมื่อเทียบกับอาหารอื่นๆ ที่ครอบครัวจัดให้ แน่นอนว่าคุณค่าทางอาหารไม่เท่าอาหารหลักที่ลูกกินรวมถึงนมที่ลูกดื่ม เพราะในน้ำอัดลมนั้นมีแค่น้ำและน้ำตาล ขนมขบเคี้ยวก็หนักไปในทางแป้งและเกลือเป็นส่วนใหญ่ ในขนมบางอย่างอาจจะใส่โปรตีนเข้าไปด้วย แต่ปริมาณก็นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับอาหารอื่นที่เราจัดให้เป็นอาหารหลักของเด็ก ดังนั้นถ้ากินขนมขบเคี้ยวและดื่มน้ำอัดลมมาก จำนวนพลังงานหรือสารอาหารก็จะไม่ครบถ้วนเพียงพอต่อเด็ก และอาจจะจะสร้างพฤติกรรมการกินที่เสียไป เพราะว่าถึงเวลาเด็กก็จะเบื่ออาหาร และไม่อยากกินอาหารที่มีรสชาติต่างจากขนมที่เขาชอบอยู่
นอกจากนี้เด็กที่ติดขนมมากๆ จะไม่ยอมกินอาหารปกติ ทำให้คุณแม่อาจจะคิดไปว่าขนมขบเคี้ยวนั้น ถ้ากินในปริมาณมากพอก็จะสามารถทดแทนกับอาหารอื่นๆ ได้ เลยให้กินแต่ขนมมากๆ เพียงอย่างเดียวในแต่ละวัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน
เพราะในแต่ละวันเด็กควรได้รับอาหารที่มีแป้ง โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ อยู่ในปริมาณที่สมดุลกับการเติบโตของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารเสริมอย่างนมต่างๆ ที่แม่ให้ลูกดื่มในแต่ละวัน สำหรับขนมอื่นๆ อาจจะให้เป็นของเสริมในบางเวลาที่มีความสุข หรืออาจจะเป็นการให้รางวัลในแต่ละช่วง แต่ไม่ควรส่งเสริมให้กินเป็นล่ำเป็นสัน เพราะปัญหาในระยะยาวนั้นจะมีมากกว่าค่ะ
ซึ่งการให้เด็กกินของหวานจะทำให้เด็กติดรสชาติ และในที่สุดอาจจะต้องปรับอาหารหลักให้มีรสหวานนำ นำไปสู่พฤติกรรมที่ชอบของหวานและโรคอ้วน โรคเบาหวาน และยังมีปัญหาฟันผุตามมาอีกด้วย
หมอเห็นด้วยว่าควรให้ลูกหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างเสริมพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม แต่จะทำได้แค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่อยู่ในบ้านของเรา ซึ่งต้องยอมรับว่าขนมและน้ำอัดลมไม่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเด็ก โดยหากเราสามารถจะให้ความรู้กับผู้ใหญ่ในบ้าน ให้เห็นพ้องต้องกันกับเราได้ ก็คงจะเป็นการดี
แต่จากประสบการณ์ของหมอค่อนข้างลำบาก เพราะคนที่บ้านมักจะเห็นว่าของเหล่านี้กินนิดๆ หน่อยๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การไปสร้างกฎกติกาที่เข้มงวด จะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับลูกและญาติผู้ใหญ่ในบ้านไปด้วย เพราะฉะนั้นเรามาเดินสายกลางกันดีกว่าค่ะ
นั่นคือต้องยอมรับว่าขนมและน้ำอัดลมสามารถเป็นของกินเล่นกับลูกได้บ้าง แต่ขอให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอย่าให้มีผลต่อการกินมื้อหลักกับลูกเลย โดยลองย้ายจากการที่ให้กินในเวลาว่าง เพราะจะทำให้ลูกอิ่มและไม่กินมื้อหลัก ไปเป็นการกินหลังอาหาร ซึ่งก็จะทำให้ลูกไม่อยากกินขนมดังกล่าว เพราะว่าอิ่มจากมื้อหลักไปเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดเราก็จะสามารถลดปริมาณและชนิดของขนมต่างๆ ลงไปได้ และพยายามเลือกขนมขบเคี้ยวต่างๆ ให้มีรสหวานอ่อนๆ และมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น
จากนั้นคงต้องดูว่าขนมและน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน จะสร้างปัญหาต่อสุขภาพช่องปากหรือไม่ ถ้าเผื่อเป็นขนมที่อาจมีผลทำให้ฟันผุ หลังจากที่ลูกกินแล้วก็ควรต้องดื่มน้ำและแปรงฟัน

นอกจากนี้คุณแม่และที่บ้านควรปรับตัวเข้าหากัน โดยตกลงกันว่าให้ลูกกินขนมได้ แต่กินในเวลาที่พอเหมาะ ขนาดที่พอควร และจัดการดูแลสุขภาพช่องปากของลูกหลังจากกินขนมและน้ำอัดลมให้เหมาะสมทุกครั้ง หมอเชื่อว่าหากทำทุกครั้ง ไม่นานลูกชายก็คงจะเบื่อน้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยว เพราะว่าการกินของเหล่านี้ในแต่ละครั้งจะไม่สนุกเหมือนเดิมเสียแล้ว
ที่สำคัญคุณแม่อย่ากังวลมากไปค่ะ เป็นห่วงได้บ้าง และไม่ต้องห้ามทุกครั้ง เพราะในเด็กวัยนี้การห้ามก็เหมือนยิ่งยุค่ะ เราเพียงแต่สังเกต ปรับบรรยากาศการกิน สร้างกติกาขึ้นมาใหม่ให้เหมาะสม ก็จะทำให้ความชอบขนมและน้ำอัดลมหายไปได้ในที่สุดค่ะ

รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

6 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จทำก่อนนอน

6 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จทำก่อนนอน

คนที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิต ก่อนนอนในแต่ละคืนเขาทำอะไรกันบ้างนะ วันนี้เรามาลองมาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละคืนคนที่ประสบความสำเร็จ ทำอะไรบ้าง

1.อ่านหนังสือเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

บิลเกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์เป็นนักอ่านตัวยง คืนก่อ​​นนอนในแต่ละวันเขามักจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง สำหรับการอ่านหนังสือตั้งแต่ในหัวข้อการเมืองไปจนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน

นอกเหนือจากผลประโยชน์ที่ชัดเจนของการได้รับความรู้ใหม่ๆแล้ว การอ่านหนังสือทุกวันยังสามารถช่วยลดความเครียดและช่วยเพิ่มความจำ ในปี 2009 การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอสเซ็กซ์ เปิดเผยว่าการอ่านเพียง 6 นาทีต่อวันจะช่วยลดระดับความเครียดลงได้ถึง 68%

อีกประโยชน์ใหญ่จากการเปิดหนังสือที่ดีอ่านในทุกคืน ก็คือว่ามันสามารถปรับปรุงสุขภาพในระยะยาวของสมองของคุณ เวลาที่คุณอ่านหนังสือก็เหมือนการออกกำลังกายที่จิตใจของคุณ

2.ไม่เล่นโทรศัพท์

หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวันเราทุกคนก็ต้องมีการพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หลายคนเวลาเข้าห้องนอนจะชอบเล่นโทรศัพท์มือถือซึ่งแสงสว่างที่มาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเรานั้น ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรา ทำให้เสียสายตา เสียสุขภาพ และทำให้พักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย อีกทั้งกระแสไฟและอินเตอร์เน็ตจากโทรศัพท์ยังส่งผลไปยังสมองของเรา ทำให้รบกวนการนอนหลับ และอาจส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้นถ้าเข้าห้องนอนแล้วก็ควรจะนอนหลับพักผ่อนทันทีเพื่อสุขภาพของเรานั่นเอง

3.ใช้เวลาในการเดินบ้าง

หนึ่งการศึกษาพบว่า การเดินสามารถช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เมื่อคุณกำลังเดินความคิดของคุณจะมีความรู้สึกกระฉับกระเฉง มีความคิดที่ขยันขันแข็งซึ่งจะช่วยเปิดกว้างให้มีอิสระทางด้านความคิด ดังนั้นถ้าคุณมีปัญหาที่หาทางแก้ไขไม่ได้ คิดยังไงก็คิดไม่ออกสักที ลองใช้เวลาในเดินดูบ้าง เพราะมันจะช่วยให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ และมีการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เราคิดไม่ออกนั้นได้อย่างแน่นอน



4.การทำสมาธิ

การทำสมาธิหรือนั่งสมาธิเป็นประจำทุกๆวัน จะช่วยให้สมองของเราที่เหนื่อยล้าจากความคิด ความเครียด ปัญหาเรื่องราวต่างๆ ที่เราผ่านมาทั้งวันนั้นได้ผ่อนคลาย การทำสมาธิก็พบว่าช่วยลดความเครียดวิตกกังวลซึมเศร้าและความเจ็บปวด ดังนั้นในทุกๆคืนก่อนที่เข้านอน การทำสมาธิจะช่วยให้เราผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีและยังช่วยให้มีการพักผ่อนที่เพียงพออีกด้วย ตื่นเช้าวันใหม่พร้อมกับความสดชื่นแจ่มใส

5.มีความคิดสร้างสรรค์

ความเงียบสงบยามค่ำคืนสามารถเป็นยาชั้นดีที่สมบูรณ์แบบสำหรับความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่น่าแปลกใจมากคือมีการศึกษาที่จริงแสดงให้เห็นในเวลากลางคืน สามารถเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับความคิดสร้างสรรค์แม้ว่าคุณจะเหนื่อยล้าจากการทำงานที่ยาวนานมาทั้งวันแล้วก็ตาม ดังนั้นหากต้องการคิดงานสุดเจ๋งให้ลองหามุมสงบๆ พร้อมกระดาษดินสอและยางลบ และเวลาที่เราคิดอะไรได้แล้วให้จดบันทึกไว้ทั้งหมด แล้วค่อยมาเรียบเรียงทีหลัง เท่านี้ก็จะช่วยให้ความสร้างสรรค์ของคุณบรรเจิดแน่นอน

6.วางแผนสำหรับวันถัดไป

คนที่จะประสบความสำเร็จความสำเร็จในชีวิตได้นั้น ไม่ใช่แค่ตื่นมาแล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยปราศจากการวางแผนล่วงหน้า ว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง แค่เพียงการวางแผนเริ่มต้นวันใหม่ ก็เป็นการสำเร็จไปอีกขั้นนึงแล้วนะครับ

และนี่ก็คือ 6 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จกันก่อนนอน แต่ก็ใช่ว่าเขาทำเพียงเท่านี้แล้วจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยง่าย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เราจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

3 สิ่งที่ผู้ชายไม่ควรพูดกับผู้หญิงหลังจากมีเซ็กส์



ดร. อมันดา ดีนส์ จากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต เปิดเผยว่าสารออกซิโตซิน หรือรู้จักกันในชื่อของฮอร์โมนทางเพศซึ่งอยู่ในบริเวณสมอง จะทำหน้าที่หลั่งตอนที่ถึงจุดสุดยอดหลังจากมีเซ็กส์ ทำให้เรามีความต้องการที่จะเล้าโลมใกล้ชิดกับคนรักหลังจากเสร็จกิจกรรมนั่นเอง
หากคุณผู้ชายต้องการนอนพูดคุยกับคุณผู้หญิง พยายามเก็บความรู้สึกดีๆไว้ โดยหลีกเลี่ยงคำพูดดังต่อไปนี้นะครับ
1. “นี่เป็นเซ็กส์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยมีเลย”
การพูดแบบนี้เป็นการเปรียบเทียบผู้หญิงทั้งหมดที่คุณหลับนอนด้วยกับเธอ ซึ่งแน่นอนเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดเด็ดขาด เพราะเธออาจจะเหวี่ยงขั้นรุนแรง หรือทิ้งคุณได้เลย ในทางตรงกันข้ามคุณผู้ชายควรชื่นชมเกี่ยวกับผู้หญิงที่คุณนอนด้วย เกี่ยวกับสิ่งที่พิเศษๆเกี่ยวกับผู้หญิงระหว่างการมีเซ็กส์
2. “นี่เราทำกันนานไปหน่อย คุณโอเคหรือเปล่า?”
ผู้หญิงมักอ่อนแรงหลังจากมีเซ็กส์ ดังนั้นห้ามวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างและความสามารถการทำกิจกรรมของเธอ หรือแม้กระทั่งพูดเกี่ยวกับความเซ็กซี่ ผู้บำบัดทางเซ็กส์ Ginger Bercaw แนะนำว่าควรบอกให้ผู้หญิงรู้ไปเลยว่าไม่มีใครดีกว่าเธออีกแล้ว
3. คราวนี้ คุณ“ฟิน” กี่รอบแล้วอ่ะครับ
การถามคำถามแบบนี้เหมือนต้องการคำชมความสามารถในการมีเซ็กส์ของคุณจากผู้หญิง ถ้าคุณผู้ชายอยากรู้จริงๆ ให้ถามคำถามที่คิดว่าได้ผลชัดเจนกว่านี้เช่น “บอกผมมาอย่างละ 2 ข้อได้ไหมว่า อะไรที่คุณชอบ และอะไรที่คุณไม่ชอบ” คุณจะได้รู้ปฏิกิริยาที่แท้จริงจากผู้หญิง

แค่อย่าถามสามคำถามเท่านี้  เชื่อว่าคุณผู้ชายย่อมทำได้แน่นอน เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ชีวิตเซ็กส์ของคุณขาดรสชาตินะครับ

น้ำซาวข้าวสิ่งดีๆที่ถูกลืม แต่มีคุณค่ามากมาย



กาลละครั้งหนึ่งนานมาแล้วตอนย้ายเข้าเมืองใหม่ๆแม่มักจะทำน้ำซาวข้าวใส่เกลือเค็มให้กินแทนนมโรงเรียนในสมัยนี้แหมให้คนกินนมวัวเดี๋ยวก็ฉลาดเป็นวัวกันหมดแย่เลยแซวกันพอหอมปากหอมคอมาเข้าเรื่องกันดีกว่า
น้ำซาวข้าวมี2 แบบ


1.น้ำซาวข้าวที่เกิดจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ เชื่อกันว่าน้ำข้าวเป็นอาหารอย่างดีสําหรับคนป่วยที่รู้สึกเบื่ออาหารเพราะ เกิดการเสียสมดุลของระบบย่อยอาหาร ส่วนคนปกติที่ไม่ป่วยก็สามารถทานน้ำข้าวได้เช่นกัน เพราะน้ำข้าวมีคุณค่าและสารอาหารมากมายเช่นเดียวกับข้าว
อีกทั้งย่อยง่าย ไม่ทําให้ท้องอืด ท้องเสีย และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอได้ทันที คนป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น น้ำข้าวมีวิตามินอีสูง และมีคุณสมบัติเป็นยารสเย็นช่วยบำรุงร่างกาย รวมถึงแก้ร้อนในและใช้ถอนพิษผิดสำแดง และยังใช้แก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง และช่วยขับปัสสาวะด้วย

2.น้ำซาวข้าวที่เกิดจากการซาวข้าว ซึ่งน้ำข้าวชนิดนี้มีสรรพคุณคือเป็นยารสเย็นเช่นกัน ในยุคที่น้ำข้าวจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำหายาก ใช้น้ำซาวข้าวน่าจะสะดวกกว่า
เชื่อว่าน้ำซาวข้าวขจัดรังแคได้ โดยนำน้ำซาวข้าวใส่กะละมัง ทิ้งให้ตกตะกอน จากนั้นรินน้ำออก ใช้น้ำที่ตกตะกอนสระผม 2 ครั้ง แล้วสระผมด้วยแชมพูอีกครั้ง ล้างน้ำให้สะอาด
ว่ากันว่าผมจะนิ่มปราศจากรังแค วงการเครื่องสำอางยุคกลับสู่ธรรมชาตินำเอาน้ำซาวข้าวผสมกับมะกรูด หรือฝักส้มป่อย เป็นแชมพูสระผมแก้รังแค บำรุงหนังศีรษะ และช่วยรักษาเส้นผมด้วย
นอกจากประโยชน์ที่ว่ามาแล้วน้ำซาวข้าวทั้ง2แบบยังสามารถนำไปขยายจุลินทรีย์แทนการใช้กากน้ำตาลได้อีกด้วยไว้ตอนหน้าจะมาขยายเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ



ที่มา:เฟซบุ๊กมูลไส้เดือนฟาร์มดี

“4 สิ่ง ถ้าทำได้ จะขายดี”

“4 สิ่ง ถ้าทำได้ จะขายดี”

1. ทำให้คนรู้จักแบรนด์เยอะๆ
ไม่ใช่การทำให้คนมากด Like เพจเยอะๆ เพราะจำนวนคนที่กดไลค์เพจไม่ใช่จำนวนคนที่จะเห็นโพสต์ แต่ต้องแพร่กระจายข้อมูลเป็น และไม่ใช่แค่ทำให้คนเห็นโพสต์เยอะๆ แต่ต้องทำให้คนรู้จักแบรนด์ ดังนั้น แบรนด์ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ทั้งบุคลิกและนิสัยใจคอ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ถ้าสร้างการรับรู้แบรนด์ไม่ได้ก็เดินต่อไม่ได้


2. ทำให้คนรักและไว้ใจแบรนด์
มันคือกุญแจไขหัวใจให้ผู้คนเปิดรับข้อมูลจากแบรนด์ และมันมากกว่าความน่าเชื่อถือ ข้อนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของแบรนด์ล้วนๆ โดยแบรนด์ต้องทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นคนดีน่าคบหา
แบรนด์ใดมีนิสัยเห็นแก่ได้ เอาแต่ขายของอย่างไร้มารยาท ก็จะไม่มีใครคบ สิ่งที่มีผลต่อความไว้วางใจ ได้แก่ องค์ประกอบของโพสต์, เนื้อหาของโพสต์, เวลาที่โพสต์, ความถี่ของโพสต์, การตอบกลับความคิดเห็น และการตอบอินบ็อกซ์


3. ขายอย่างมีมารยาท
ทำธุรกิจต้องขายของ แต่ต้องมีวิธีขายนอกกรอบเดิมๆ ไม่ขายแบบยัดเยียดข้อมูล การทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ดีต่อแบรนด์ถือเป็นการทำลายแบรนด์ และยังทำให้ข้อมูลของแบรนด์กลายเป็นขยะไม่มีใครสนใจ การทำให้คนเห็นโพสต์เยอะๆสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเห็นแล้วรักหรือเกลียด

4. ทำให้ลูกค้าสะดวก
ส่วนหนึ่งของการให้บริการอย่างเป็นเลิศ คือการทำให้ลูกค้าประหยัดเวลา สะดวกสบาย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน จึงต้องรู้จักโครงสร้างพื้นฐานของ Facebook ที่แสดงผลในทุกอุปกรณ์ แล้วประยุกต์ให้ลูกค้าเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูบนมือถือ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ใช้ Facebook บนมือถือ
ต้องทำให้ผู้ที่ใช้ Facebook บนมือถือสามารถมองเห็น ภาพรวมของธุรกิจ, ข้อมูลติดต่ออย่างละเอียด, วิธีสั่งซื้อสินค้าที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และ ใครคือเจ้าของธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

วันนี้ 'โฟร์-ศกลรัตน์' จัดเต็ม! สลัดผ้ารับลมร้อน

โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร สาวหน้าใส ใจกล้า ขอรับอาสาปฏิบัติการ ทำแผงหนังสือร้อนฉ่า!! โอ้ทะเลแสนงาม หาดทราย สายลม โฟร์ ทำแบบเต็มใจ เพราะถึงวัยมันก็ต้องโชว์ “นม” มันมีวันหมดอายุ!!









หนุ่มญี่ปุ่นคนดัง โพสต์เตือน ปมแก๊งฮอร์โมนเต้นบนรถไฟฟ้า

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปนักแสดงจากซีรี่ย์ดัง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น บางคน เช่น ท๊อปแท๊ป ณภัทร, เจมส์ ธีรดนย์, ตั้ว เสฎฐวุฒิ กำลังเปิดเพลงร้องเต้นโชว์บนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่ดาราสาว ปันปัน สุทัตตา จะนำมาโพสต์ลงอินสตาแกรมและทำให้ถูกคนไทยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่มีมารยาท
ทางด้าน คุณอากิฮิโระ โทมิคาว่า นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเจ้าของเฟซบุ๊ก "Koki aki" ที่เคยโพสต์ตำหนิแท็กซี่สุวรรณภูมิจนกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมาแล้ว ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อการกระทำของกลุ่มนักแสดงดังกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ พร้อมทั้งเตือนคนไทย ให้คำนึงถึงมารยาทในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยระบุว่า
"ผมคิดว่าจะโพสคลิปนี้ดีหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าคนไทยคงไม่เป็นแบบนี้ ขอร้องนะครับว่าอย่าทำแบบนี้เลย คนญี่ปุ่นคิดว่าเรื่องมารยาทและสามัญสำนึกสำคัญมากกว่าที่คนไทยคิดครับ ดูเหมือนในคลิปจะเป็นรถไฟใต้ดินและคนก็เยอะนะครับ ผมเกรงว่าคนญี่ปุ่นจะดูถูกคนไทยครับ
อย่างที่พวกคุณทราบว่าแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็ไม่สามารถใช้บนรถไฟได้ ผมเกรงว่าคนญี่ปุ่นจะดูถูกคนไทย ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นนักแสดงวัยรุ่นของไทยนะครับ ผมคิดว่าพวกเขาโตพอที่จะคิดได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีแล้วนะครับ ในฐานะคนญี่ปุ่นที่รักคนไทย ผมเสียใจนะครับ"

น้องมุกกี้ สาวสวยสุดแซ่บ ที่จะมาเขย่าหัวใจคุณ!!




ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะหาช่องทางในการติดต่อ “มุก” สาวฮอตในโลกออนไลน์แห่งยุคนี้ได้ และก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอย่างมากๆ อีกเช่นกันกว่าที่เราจะตะล่อมให้เธอยอมมาพูดคุยกับเราได้ในครั้งนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะต้องตกอยู่ในภวังค์เมื่อในตอนนี้เธอได้มาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว เชื่อว่าหนุ่มๆ RUSH ที่ใช้เฟซบุ๊ค 99% ต้องเคยเห็นแอคเค้าท์ยอดฮิตที่ใช้ชื่อว่า New page Mookies Zapp อย่างแน่นอนและเราเชื่อว่าคุณก็เป็นหนึ่งในผู้ติดตามเธอในนั้นเหมือนกัน




รู้ตัวมั้ยว่าตอนนี้กระแสของคุณในโลกโซเชี่ยลมีเดียแรงมาก?
ก็พอรู้ค่ะ(หัวเราะ) เพื่อนในเฟซบุ๊คแชร์ลิ้งค์รูปของเรามาให้ดูตามเพจหรือเว็บไซต์ก็มีคนเข้ามาแซวๆ ว่าแหม…ดังใหญ่ละนะ คิดว่าน่าจะเป็นคลิปวีดีโอที่มุกชวนเที่ยวทะเลน่ะแหล่ะที่ทำให้คนเริ่มรู้จักในตัวเราจากนั้นก็มีพวกภาพนิ่งที่เราโพสต์ในเฟซบุ๊คเราก็มีคนแชร์ต่อไปอีกเราก็เลยน่าจะรู้จักเราจากตรงนี้
เจตนาแรกของคุณคือแค่อัพลงเฟซบุ๊คเล่นๆ หรือกะสร้างกระแสให้ตัวเอง?
คือมุกเป็นคนชอบไปเที่ยวตามสถานที่ๆป็นธรรมชาติแล้เราก็อัพรูปลงเฟซบุ๊คเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไปนั่นแหล่ะค่ะ แต่เฟซบุ๊คของมุกตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้บางที่คนที่เราไม่รู้จักเค้าก็เข้ามาดูเราได้คือเฟรนด์น่ะเราเต็มตามโควต้าที่เฟซบุ๊คเค้ากำหนดให้มาตั้งนานล้ว แต่คนติดตามก็มียอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้จะโปรโมทตัวเราอะไรแต่ก็ตกใจนิดหน่อยที่ตัวเลขคนติดตามมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
พอมีคนจับคุณไปเปรียบเทียบกับน้องมันแกวคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?
ตอนแรกไมรู้จักเลยนะ เพื่อนในเฟซบุ๊ซก็เลยเอารูปให้เราดูถึงจะเก็ตว่าอ๋อ…นี่คือน้องมันแกว คำวาเน็ตไอดอลมันเหมาะกับน้องเค้ามากกว่ามุกอีก น้องเค้าน่ารักดีเราก็ไม่ได้จะคิดว่าคนจะเอาเราสองคนมาเทียบกัน ไลฟ์สไตล์อะไรก็ไม่เหมือนกันวิธีการโพสต์รูปก็แตกต่างกัน อีกอย่างน้องเค้ายังเด็กอยู่เลย ส่วนมุกมันรุ่นดึกแล้ว(หัวเราะ) เอาจริงๆ นะมุกยังไม่รู้เลยว่าเน็ตไอดอลมันแปลว่าอะไร เราต้องทำตัวยังไง



แต่คุณก็คือเน็ตไอดอลของหนุ่มๆ ในยุคนี้เลยนะ ยอมรับมั้ย?
มุกก็ไม่รู้ว่าคนที่จะเป็นเน็ตไอดอลต้องเป็นคนที่เพอร์เฟ็กค์แค่ไหนแล้วเค้าวัดกันที่ตรงไหน ต้องหน้าอกใหญ่เหรอ ต้องหุ่นดีเหรอ จริงๆ แล้วมันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นนะ คำว่าเน็ตไอดอล คนที่เป็นได้น่าจะเป็นคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆ ได้ ก็ยังงงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมคนถึงยกว่าเราเป็นเน็ตไอดอล คนอื่นๆ ในเฟซเค้าสวยกว่าเราตั้งเยอะ โพสต์รูปเซ็กซ์กว่าเราอีก
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เราอยากบอกว่าคุณเป็นคนที่หุ่นดีมากๆ มีวิธีดูแลร่างกายยังไงบ้าง?
มุกเป็นคนที่ไม่เที่ยวกลางคืนเลย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลก้ดื่มบ้างแต่นานๆ ที เวลาเมาแล้วเราชอบง่วง เราไม่ได้เมาแล้วสนุกเหมือนกับคนอื่นๆ เลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เวลาไปเที่ยวกลางคืนมุกเป็นสาวกลางวันค่ะ แต่ถ้าเป็นเที่ยวสถานที่ตามธรรมชาตินะขอให้บอกถึงไหนถึงกัน
คุณไว้ผมทรงนี้มานานแค่ไหน?
ถ้าเป็นผมสั้นก็ไว้ตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย ตัดสั้นก็ปล่อยยาว จะเป็นแบบนี้แต่ไม่ได้แสกข้างเหมือนตอนนี้ ตอนนั้นไว้ทรงหน้าม้าพอเป็นทรงนี้แสกข้างก็เพิ่งเปลี่ยนมาได้เกือบปีนึงละ
เม้าท์ตัวคุณเองให้เราฟังหน่อยสิว่าเป็นคนยังไง?
จริงๆ แล้วมุกไม่ได้เป็นคนมั่นใจในตัวเองหรอกนะ แต่ดูภายนอกคนอาจจะคิดว่าเราเป็นสาวมั่นจริงๆ แล้วใช่ลังเลกำกวมหลายสิ่งอย่าง
คุณชอบผู้ชายแบบไหน?
เอาแบบมาตรฐานอายุปูนนี้เลยนะขอแค่คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจก็พอ(หัวเราะ) หน้าตาพอดูได้นิดนึงพอไปวัดไปวาได้ก็พอละ


มีหนุ่มๆ เข้ามาจีบคุณในเฟซบุ๊คบ้างมั้ย?
ในเฟซบุ๊คก็มี ในไลท์ก็มี มีอยู่ช่วงหนึ่งมีข้าราชการเข้ามาเต็มไลท์เราเลย มุกก็ไม่รู้ว่าเค้าไปเอาเบอร์โทรศัพท์เรามาจากที่ไหนแอดมาหาเราเยอะมากเลยมั้งตอนนั้น แต่ก็ไม่แปลกใจหรอกอาชีพนี้เค้าคงหาเบอร์โทรศัพท์ของใครได้ไม่อยาก ขนาดในตอนนั้นมุกยังไม่เป็นที่รู้จักนะ พวกเค้าก็จะทักมา ส่งสติ๊กเกอร์มาทักเราก็ไม่อ่านเลย จนสุดท้ายเราทนไม่ไหวก็บอกพวกเค้าไปตรงๆ ว่า “คุณพี่ขาเล่นแบบนี้ไม่สนุกเลยนะคะ พอได้แล้วค่ะ
แล้วตอนนี้คุณมีแฟนรึยัง?
ตอบแบบไม่เฟคเลยนะ ก็มีคนที่คุยอยู่ค่ะ แค่คนเดียว (หัวเราะ) แหม…รุ่นนี้แล้วมันก็ต้องมีบ้างสิเนอะ
สุดท้ายมีอะไรจะฝากถึงหนุ่มๆ RUSH บ้าง

เป็นครั้งแรกที่ได้สัมภาณ์ออกสื่อ ผิดพลาดประการใดก็ยกโทษให้ละกันนะคะ(หัวเราะ)หนุ่มๆ คนไหนอยากติดตามมุกไม่ว่าจะในเฟซบุ๊ค หรือที่ไหนก็ตามแต่ก็ขอให้ติดตามในทางที่ดีละกันเนอะ คิดดีทำดีแล้วผู้หญิงเค้าจะรักเอง(หัวเราะ)

ขอบคุณภาพจากเพจ New page Mookies Zapp
เนื้อเรื่อง นิตยสาร RUSH 

ชายผุ้หนึ่ง...



ชายผู้หนึ่ง..เบื่อหน่ายและสุดที่จะทนต่อไปได้อีก กับการที่ต้องไปทำงานที่บริษัทฯทุกวัน ทว่า
ภรรยาของเขากลับได้อยู่กับบ้านทุกวัน
ดังนั้น..เขาจึงสวดภาวนาอ้อนวอนกับพระเจ้าว่า " ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกๆวันผมต้องใช้เวลาแปด
ชั่วโมงกับการทำงาน ทว่าภรรยาผมกลับอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องทำงานทำการใดๆ ผมหวังเป็น-
อย่างยิ่งที่จะให้เธอได้รับรู้ว่า ชีวิตของผมแต่ละวันเป็นอย่างไร จึงใคร่ขอให้ท่านช่วยเราสับ-
เปลี่ยนร่างกัน "
พระเจ้าได้ทำให้คำขอสิ่งที่ชายผู้นี้นหวังไว้สมปรารถนา วันรุ่งขึ้น ชายผู้นี้ลุกจากเตียงก็กลาย
เป็นผู้หญิง เพิ่งลุกจากเตียงก็เริ่มทำอาหารเช้าให้กับคู่ครอง อีกทั้งไปปลุกเด็กๆที่ขี้เซา ซ้ำๆกัน
หลายรอบ
จากนั้น..ไปรับ~ส่งเสื้อผ้าที่ร้านซัก นำเงินไปฝากธนาคาร จากนั้นไปลาดสดซื้อกับข้าว กลับมา
ถึงบ้านยังต้องทำบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด
หลังทำบัญชีเสร็จ ทำความสะอาดกระบะทรายสำหรับแมว อาบน้ำให้สุนัข เวลาก็ล่วงเลยมาถึง
บ่ายโมงแล้ว เขารีบไปพับผ้าห่ม ถูพื้น
ให้อาหารสุนัข~แมวเสร็จ รีบบึ่งไปโรงเรียนรับเด็กๆ จากนั้นระหว่างทางที่กลับบ้าน ต้องคอยรบ
กับเด็กๆตลอดทาง
กลับถึงบ้าน ตระเตรียมนมสดและอาหารว่างแก่เด็กๆ ให้เด็กๆทำการบ้านแต่โดยดี จากนั้นรีดเสื้อ
ผ้า ตอนเย็นสี่โมงครึ่ง เขาเริ่มแลอกมันฝรั่ง ล้างผักทำสลัด ปิ้งขนมปังเตรียมอาหารค่ำ
หลังอาหารค่ำ นางเมียหน้าด้านหลังกินข้าวเสร็จ ก็นั่งดูการถ่ายทอดฟุตบอลอยู่ในห้องโถง เขา
กลับต้องยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดห้องครัวและถ้วยชาม พับเสื้อผ้าที่เก็บเข้ามาให้เรียบร้อย
กล่อมเด็กเข้านอน
กลางคืนสามทุ่ม เขาเหนื่อยแทบแย่แล้ว ยังกังวลงานอีกจิปาถะที่กลางวันยังทำไม่แล้วเสร็จ ไม่
สนแล้ว ขึ้นเตียงนอนดีกว่า ทว่า เวลานี้นังเมียที่ว่างจัด กลับขอร่วมหลับนอน เขาไม่ยินยอม-
พร้อมใจอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องเสแสร้งว่ามีความสุข
วันรุ่งขึ้น..เขาลุกจากเตียง คุกเข่าข้างเตียงทันที น้ำตาไหลรินพูดกับพระเจ้าว่า " สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ก่อนหน้านี้ ผมไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ ตอนนี้ผมรู้ตัวแล้วว่า คิดผิดอย่างมหันต์ จนไปอิจฉาภรรยาที่
อยู่บ้านทั้งวัน ขอวิงวอนท่าน สับเปลี่ยนร่างคืนให้ด้วย "
พระเจ้า.." ได้ซิ..แต่ต้องรออีกเก้าเดือน เพราะว่า ตอนนี้เธอตั้งครรภ์แล้ว "
เครดิต Niwat Rungvicha

เมื่อสาวตาบอดโดนข่มขืน!!!



เกิดเหตุ สาวตาบอด ถูกรุมโทรม ข่มขืน ข่มขืนเฉยๆนะ แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายอย่างอื่นเลย
หลังจากเกิดเหตุแล้ว เธอก็เข้าแจ้งความกับตำรวจ
ตำรวจ : จะบอกเบาะแสอะไร ได้บ้าง ?
สาวตาบอด : มันมากันทั้งหมด 7 คนค่ะ !!!
ตำรวจ : รู้ได้อย่างไร ?
สาวตาบอด : คนแรก น่าจะรับราชการค่ะ
ตำรวจ : ทำไม ถึง คิดว่า เขารับราชการล่ะ
สาวตาบอด : ก็เค้าชอบ เลียแข้งเลียขา แล้วก็ ชอบทำ ๆ หยุด ๆ
ตำรวจ : แล้วคนที่สองล่ะ?
สาวตาบอด : น่าจะเป็น หมอค่ะ
ตำรวจ : ทำไมล่ะ ?
สาวตาบอด : ก้อเค้าชอบคลำ จับโน่นจับนี่ แล้วบอก ให้นอนนิ่งๆ แล้วพลิกซ้าย พลิกขวา แล้วก้อเฝ้าถามอยู่แต่ว่า เจ็บมากมั้ย เจ็บมากมั้ย (ผมแอบคิด ดีนะ มันไม่ถาม เจ็บมั้ยลูก ? ไม่งั้นคดี พลิกเลยนะ 5 5 5 )
ตำรวจ : แล้วคนที่สามล่ะ ?
สาวตาบอด : น่าจะ ทำงานเอกชน
ตำรวจ : ทำไมล่ะ
สาวตาบอด : คนนี้ ทำไม่หยุดเลยค่ะ.... ส่วนคนที่สี่น่าจะเป็นครูนะ
ตำรวจ : รู้ได้ไง ?
สาวตาบอด : คนที่สี่ นี่ทำไปสอนไปค่ะ .. หนูล่ะอยากจะบร้า กรูโดนข่มขืนอยู่นะโว้ยยย สอนอยู่ได้ แถมทำเสร็จ มีการจะมาให้คะแนน หนูอีกแน่ะ
ตำรวจ : แล้วคนที่ห้าล่ะ
สาว ตาบอด : คนที่ห้า กับที่หก นี่ สงสัยจะเป็นนักการเมืองค่ะ
ตำรวจ : คุณรู้ได้ยังไง
สาวตาบอด : ไอ้สองคนนี้ มันทำไป ป้อนคำหวานไปค่ะ บอกว่า เสร็จแล้ว จะให้โน่น ให้นี่ อย่าไปแจ้งความนะ มันบอกว่าอาจจะเลี้ยงดูหนูเลยก็เป็นได้ แล้วหนูรู้ด้วยนะ ว่า 2 คนนี้ เค้าอยู่พรรคไหน กัน คนที่ห้านี่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่คนที่หก อยู่พรรคเพื่อไทย
ตำรวจ : เฮ่ยยยยย จะเก่งเกินไปแล้ว หนูรู้ได้ไง
สาวตาบอด : รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ ก็คนที่ห้า มันทำไป ป้อนคำหวานไป แต่มันทำไม่เสร็จ ส่วนคนที่หก ป้อนเหมือนกัน แต่มันทำจนเสร็จ ค่ะ
ตำรวจ : 5 5 5 ( เผลอหัวเราะ) หนูนี่เก่ง จิง มาถึง คนสุดท้าย แล้ว คนสุดท้ายนี่ ใคร
สาวตาบอด : คนสุดท้าย นี่ เป็น ทหาร แน่นอน ร้อย % เลยค่ะ หนูมั่นใจสุดๆ
ตำรวจ : ยังไง ไหนลองว่าไปซิ
สาวตาบอด : ก็คนสุดท้ายนี่ล่ะค่ะ ที่ข่มขืน หนูรุนแรงที่สุด พอเสร็จแล้ว หนูก็ต้องร้องไห้ ใช่มะ ...
แล้วมันก็ดุเอา บอกแต่ว่า จะร้องทำไม จะร้องทำไม เอาความสุขมาคืนให้แท้ๆ จะร้องทำไม ทีหลังอย่าใส่บิกินี่อีกนะ

เนี่ยล่ะค่ะ หนูถึงมั่นใจ ว่ามานเป็น ต๊ะหาน !!